เริ่มจั่วหัวขึ้นมา ผู้ที่ติดตามอ่าน คงเริ่มรู้สึกว่า ผมดูอยากเป็นโน่นนี่มากไปแล้วกระมัง ครับ อยากเป็นโน่นนี่จริงๆ เพราะสิ่งที่อยากเป็นมันดูน่าสนุกน่าสนใจ อย่างน้อยก็ทำให้ตัวผมอยากรู้และติดตามต่อว่าสิ่งที่กำลังสนใจอยู่นั้นมันคืออะไร เรามีโอกาสที่จะเข้าไปลองสัมผัส ฝึกฝนอะไนได้เพียงใด หรือค้นว่าจริงๆ เราชอบหรือไม่ชอบอย่างไร สุดท้ายแล้วได้ทำหรือไม่ และเมื่อได้ทำแล้วเป็นอย่างไรต่อ
เรื่องของการที่ผมอยากเป็นนักพากษ์ คงย้อนกลับไปในยุคเด็กๆ เราได้สัมผัสกับภาพยนตร์ ทั้งในโทรทัศน์และในโรงหนัง เราได้เรียนรู้ว่าในเวลานั้น พระเอก นางเอก ตัวร้าย ตัวตลก นางอิจฉาในหนังไทย ล้วนแล้วแต่มีคนพากษ์ให้ทั้งนั้น ไม่ได้พูดเสียงจริงๆ เหมือนในปัจจุบัน ไม่ต้องไปนึกถึงหนังฝรั่งหรือหนังการ์ตูนที่ต้องมีคนพากษ์เป็นภาษาไทย หรือให้เสียงเป็นภาษาใดๆ ในกรณีของการ์ตูนก็ตาม
เสียงของน้าแอ้ด สมบัติ เมทะนี หรือจะเป็นพี่เอก สรพงษ์ ชาตรี ล้วนแล้วแต่มีคุณรอง เค้ามูลคดี เป็นผู้ให้เสียง เสียงนางเอก ก็ต้องเป็นป้าจุ๊ จุรีย์ โอศิริ ผู้ล่วงลับ หรือคุณดวงดาว จารุจินดา ที่สำคัญบรรดาผู้พากษ์ที่เอ่ยนามยกตัวอย่างไป ทุกท่านล้วนแล้วแต่มีความสามารถนอกเหนือจากเรื่องของการ พากษ์แล้ว ก็ยังมีความสามารถด้านการแสดงไม่น้อยไปกว่ากันเลย
เสียงพากษ์ที่ชอบอีกพวกคือ บรรดานักพากษ์ตามช่องต่างๆ คุณมนตรี เจนอักษร น้าต๋อย จากโมเดิร์นไนน์ ที่สามารถพากษ์การ์ตูนสั้นได้ภายในคนเดียว รวมไปถึง "ให้เสียภาษาไทยโดย พันธมิตร" อินทรี และอื่นๆ ที่นึกชื่อท่านไม่ออก ที่สามารถนำเสียงตัวเองเข้าไปสร้างชีวิต สร้างให้เป็นตัวละครเราๆ ท่านๆ ได้สนุกสนานตาม
ความอยากเป็นนักพากษ์ของผม คงเริ่มมาจากความผูกพันในสิ่งที่กล่าวไป แต่สิ่งที่คิดว่าทำให้รู้สึกสนใจอยากเป็นนักพากษ์ ก็คือบางคราวที่เราได้เห็นสารคดีเบื้องหลังการทำงานของนักพากษ์ในห้องบันทึกเสียง บรรยากาศที่พี่ๆ นักพากษ์นั่งอยู่ในห้อง สายตาที่จับจ้องไปที่จอภาพที่ฉายหนังที่กำลังพากษ์ ขณะเดียวกัน ตาก็ต้องก้มชำเลืองมองบท ทุกอย่างต้องสอดประสานกัน จังหวะจะโคน จนเวลาที่หนังฉาย หรือออกอากาศ เราแทบลืมไปเลยว่าจริงๆ แล้วหนังฝรั่ง หนังญี่ปุ่น หนังจีน หนังเกาหลี เค้าก็พูดในภาษาของเขานั่นแหละ ระหว่างที่พากษ์ เราได้เห็นอากัปกิริยาของผู้พากษ์ ที่ต้องแสดงออกทางสีหน้า แววตา น้ำเสียง ราวกับเข้าไปเล่นในหนังเรื่องนั้นจริงๆ และผมก็มักจะขำ เวลาที่เราได้เห็นนักพากษ์เหล่านี้ออกมาปรากฏตัว ให้สัมภาษณ์ ที่ขำเพราะ เราชินแต่เสียงของเขา พอเขาพูดเสียงตัวละครตัวนั้นออกมา เราก็ดูเหมือนยังไม่เชื่อว่าเขาเหล่านั้นคือเจ้าของเสียงที่เราคุ้นชิน ยังคิดว่าเขาก็โดนพากษ์เหมือนกัน ผมนั่งดูสารคดีเหล่านี้ไปอย่างสนุก
ในชีวิตจริง ผมไม่มีโอกาสเข้าไปทำงานพากษ์แบบมืออาชีพจริงๆ สักที แต่งานที่ทำอยู่ทุกวันนี้ เป็นงานลงเสียง Video Presentation สารคดีสั้นต่างๆ ของสถานีโทรทัศน์ของที่ทำงาน ซึ่งเป็นสถานีภายใน ดูกันได้เฉพาะพนักงาน ไม่ได้ออกอากาศให้ประชาชนทั่วไปได้ชม แต่ก็ได้มีโอกาสแสดงฝีมืออยู่บ้าง หากเป็น VTR ที่ต้องทำเสียงตลกๆ ประหลาดๆ เวลาลงเสียง ซึ่งก็มีอยู่พองาม นอกจากนี้ก็มี VTR หรือ Voice Over เปิดงานของที่ทำงาน เรียกได้ว่าที่ทำงานคุ้นเสียงผม แต่อาจจะไม่ทราบว่าเป็นเสียงใครก็ได้
สำหรับผมแล้ว งานพากษ์และงานลงเสียง เป็นงานที่ต้องอาศัยทักษะเรื่องของการอ่าน อ่านแล้วต้องเข้าใจว่าสิ่งที่อ่านคืออะไร อ่านว่าอะไร ประการต่อมาคือเรื่องของการออกเสียง ที่ต้องชัดเจน ตัวควบกล้ำ วรรคตอน จังหวะต่างๆ ความเข้าใจในอารมณ์ของสิ่งต่างๆ ที่ต้องถ่ายทอด
งานพากษ์และงานลงเสียง บางครั้งก็ใช้เวลามากจนไม่น่าเชื่อ เพราะเสียงที่ออกมาอาจจะยังฟังแล้วไม่ถูกใจ เจ้าของงานอยากให้ดูตื่นเต้น เร้าใจกว่านี้ก็มี ขอลดๆ ลง เพราะคนลงเสียงใส่อารมณ์มากจนเกินงามก็มี ที่สำคัญคนลงเสียงก็ต้องสามารถลงเสียงได้หลายๆ อย่าง เผื่อให้เจ้าของงานไปเลือกได้ บางครั้งก็แป้บเดียวชนิดเดินทางมานานกว่าก็มี
ผมอยากมีโอกาสไปฝึกเรียนอย่างจริงจัง มีโอกาสไปพากษ์หรือลงเสียงงานสำคัญๆ มากขึ้น ก็คิดว่า เมื่อใดที่มีโอกาสจะทำให้ดีที่สุด แม้วันนี้ ส่วนหนึ่งของงานก็คืองานพากษ์และลงเสียง แต่ผมก็ยังคงอยากเก่งขึ้น มีโอกาสได้ร่วมงานฝึกฝนกับมืืออาชีพมากขึ้น และอบากแบ่งปันประสบการณ์ให้กับผู้ที่สนใจเช่นกันครับ
วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2555
วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2555
ผมอยากเป็น.......ล่าม
ความอยากของผมในตอนนี้ เกี่ยวเนื่องกับเรื่องของความอยากเป็นนักการทูต เมื่อครั้งที่แล้ว เหตุด้วยว่าผมเป็นคนชอบภาษา โดยยืนพื้น
ที่สำคัญ ผมชอบดูข่าวต่างประเทศ เมื่อมีข่าวที่เกี่ยวกับผู้นำชาติต่างๆ มีโอกาสมาพบกัน มาประชุมหารือกัน เราจะเห็นมีชายหรือหญิงอีกคนหรือสองคน ที่นั่งประกบท่านผู้นำ คอยแปลสิ่งที่ผู้นำอีกฝั่งหนึ่งพูดมาเป็นภาษาของตัว ด้วยว่าผู้นำท่านนั้นกับอีกท่านต่างไม่สามารถพูดภาษากลางภาษาใดภาษาหนึ่งได้ หรือเพื่อเป้นการป้องกันว่าสิ่งที่ต้องการสื่อสารได้ถูกถ่ายทดอย่างครบถ้วน ถูกต้อง สมบูรณ์
เมื่อช่วงวัยเรียน ผมสนใจเรื่องภาษาต่างประเทศมาก ในหลักสูตรปริญญาตรีคณะรัฐศาสตร์ เอกการระหว่างประเทศบังคับว่าต้องศึกษาภาษาต่างประเทศที่สาม นอกเหนือไปจากภาษาอังกฤษอีก 1 ภาษา แต่บังคับเพียง 6 หน่วยกิต หรือ 2 เทอม เท่านั้น ผมเลือกภาษาฝรั่งเศสที่มีพื้นความรู้ติดตัวมาจากมัธยมปลาย และเลือกเรียนเป็นวิชาโทอีกด้วย ค่าเฉลี่ยผลการเรียนในส่วนของภาษาฝรั่งเศสของผมออกมาดีทีเดียว สำหรับผม การได้เรียนในสิ่งที่ชอบ ผมก็จะมีความสนใจ ตั้งใจเป็นพิเศษ และทำได้ดี (แม้บางเทอมจะแกว่งไปบ้าง) ผมทำได้ดีขนาดที่ว่าช่วงเรียนปริญญาตรี ผมสื่อสารเป็นภาษาฝรั่งเศสผ่านทักษะต่างๆ ได้ดี และมากกว่าภาษาอังกฤษ ส่วนภาษาอังกฤษ ผมก็ไม่ได้ทอดทิ้ง ยังคงเรียนอยู่เพราะเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร อีกทั้งผมยังต้องใช้ในการติดตามข่าวสารจากหนังสือพิมพ์ นิตยสาร ตำราต่างๆ
ในช่วงปีที่ 4 ผมไปลงภาษารัสเซีย เพิ่มขึ้นอีก แต่เป็นการลงเก็บหน่วยกิตเท่านั้น แต่ก็ทำให้ผมมีโอกาสได้เรียนรู้เพิ่มเติมอีก 1 ภาษา น่าเสียดายที่ไม่สามารถได้เรียนอีก ทั้งๆ ที่ตอนนั้นพอจะทักทาย ออกเสียง อ่าน พูดนิดๆ หน่อยๆ ได้ทั้งๆ ที่เป็นอะไรที่ต้องเรียนใหม่หมด การจดจำตัวอักษรที่รูปร่างเหมือนและแตกต่างจาก ABC ที่เราคุ้นเคยก็ตาม
เวลานั้น ภาษารัสเซียยังเป็นของใหม่ในประเทศไทย แม้วว่าเรื่องของอุดมการณ์คอมมิวนิสต์จะค่อยๆ คลายความขลังลง แต่ภาษารัสเซียก็ยังคงไม่เป็นที่นิยมเรียนกันมากนัก คงด้วยว่าจะเอาไปใช้ที่ไหน ขณะที่ปัจจุบัน รัสเซียเปิดประเทศ มีนักท่องเที่ยวเข้ามาบ้านเรามากมาย นี่ถ้าได้เรียนต่อ คงมีโอกาสใช้ ซึ่งมีอยู่ช่วงหนึ่งที่มีโอกาสได้พูด "ไม่กี่คำ" กับเพื่อนนักดนตรีชาวรัสเซียที่เล่นดนตรีด้วยกัน เอาเป็นว่าผมแค่เริ่มด้วยการกล่าวทักทาย เพื่อนนักดนตรีคนนั้นถึงกับตื่นเต้น และรัวกลับมาอีกสองสามประโยค ต่อเมื่อได้เห็นความงงบนใบหน้าผมนั่นแหละ เขาจึงเข้าใจ ไอ้นี้ได้ 2 ประโยคในภาษาของกู
นอกจากนี้ ผมยังได้มีโอกาสเรียนภาษาญี่ปุ่น อยู่ประมาณ 2-3 เดือนที่สมาคมนักเรียนเก่าญี่ปุ่น แต่สุดท้ายเมื่อขาดเรียนเพียงครั้งเดียว ทำเอา "ต่อไม่ติด"
ดวงเรื่องภาษาต่างประเทศยังไม่หมดง่ายๆ ขนาดมาทำงานที่ธนาคารกสิรไทยแล้ว ยังมีโอกาสได้ไปเรียนภาษาต่างประเทศอีก คราวนี้เป็นภาษาเวียดนาม ด้วยว่าเวลานั้นธนาคารไปเปิดสาขาที่ฮานอย ต้องการพนักงานไปทำงาน และมีคนมาชวนให้ไปทำงานและส่งไปเรียนที่ ม.มหิดล ศาลายา
คงเป็นเพราะไม่ถูกโรคกับภาษาตะวันออกกระมัง หลังจากที่เรียนไปได้ 3-4 อาทิตย์กำลังอยู่ตัว ก็ดันขาดเรียน ซึ่งขาดเรียนเพียงครั้งเดียวถึงกับ "ต่อไม่ติด" จนทำให้ประสบความล้มเหลว และผมเองก็ไม่เคยได้รับคัดเลือกไปทำงานที่เวียดนามอย่างที่บอกแต่อย่างใด
สุดท้าย ผมไม่เคยได้มีอาชีพล่าม แต่ก็อยากเป็น รู้สึกเป็นอะไรที่สำคัญ รู้สึกสนุก เท่ ที่เราสามารถพูดในภาษาอื่น สามารถสื่อสารในภาษาเดียวกับคนต่างชาติให้เขารู้สึกอุ่นใจ รู้สึกเป็นพวกเดียวกัน ไว้ใจกันได้ เหมือนกับการที่เราอยากเจอคนที่พูดไทยได้ เวลาลำบากในต่างประเทศ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำงานอย่างที่ว่า
ผมเคยได้แต่เป็น "ล่ามจำเป็น" ตอนที่เดินทางไปต่างประเทศ เพื่อช่วยประสานงานคณะนักดนตรีเยาวชนของไทย คราวเดียวกับที่ไปเป็นนักดนตรีทีมติที่บรูไนนั่นแหละ เหตุด้วยว่าเจ้าหน้าที่ของทางหน่วยงานราชการที่ไปด้วยท่านเล่นจะติดต่อเป็นภาษาไทย ซึ่งเป็นภาษาราชการเท่านั้น แต่งานนี้อาเซียนภาษาอังกฤษเค้ามาก่อนครับ ผมจึงต้องทำหน้าที่เป็นล่ามด้วย ดีว่าแกไม่ต้อติดต่ออะไรมาก ไปคุมๆ น้องๆ เท่านั้น
อีกครั้งหนึ่งที่ประทับใจกับการเป็น "ล่ามจำเป็น" คือการสอบถามอาการลูกทัวร์ (เอาไว้เล่าตอน "ผมอยากเป็นไกด์ ในโอกาสต่อไป) ที่หายใจไม่ทัน จากการที่ตกใจกลัวสุดขีดเพราะไปนั่งรถไฟเหาะ ตอนนั้นเจ้าหน้าที่ประจำเครื่องเล่นให้แกทานน้ำก็แล้ว นั่งเอนหลังก็แล้ว แต่แกอาการยังไม่ไดีขึ้น ปรับสภาพร่างกายไม่ได้ ร้อนถึงทางสวนสนุกต้องรีบตามเจ้าหน้าที่พยาบาลมาดูแล เจ้าหน้าที่เป็นผู้ชาย 2-3 คน ตัวใหญ่ปานยักษ์ หิ้วกระเป๋าเครื่องมือใบโตมาที่จุดเกิดเหตุ สอบถามอาการ ขณะที่ผมก็คอยถามอาการลูกทัวร์ท่านนั้นและแปลกลับไปมา
ปกติผมเป็นคนที่ฟังภาษาอังกฤษค่อนข้างแย่ คือถ้าพูดเร็วไป เสียงไม่ชัด ผมจะเกิดอาการหูปิด ฟังไม่ออกทันที แต่วันนั้นด้วย "อดรีนาลีน" หรืออย่งไรไม่ทราบ ไม่ว่าเจ้าหน้าที่คนนั้นพูดเร็วแค่ไหน ถามอาการเป็นภาษาอังกฤษอย่างไร ผมตอบได้ แปลได้ ราวกับเป็นล่ามมืออาชีพ......ครั้งเดียวจริงๆ
ผมไม่ได้เป็นล่าม.....แต่ผมก็ยังอยากเป็น....พับผ่าสิ
ที่สำคัญ ผมชอบดูข่าวต่างประเทศ เมื่อมีข่าวที่เกี่ยวกับผู้นำชาติต่างๆ มีโอกาสมาพบกัน มาประชุมหารือกัน เราจะเห็นมีชายหรือหญิงอีกคนหรือสองคน ที่นั่งประกบท่านผู้นำ คอยแปลสิ่งที่ผู้นำอีกฝั่งหนึ่งพูดมาเป็นภาษาของตัว ด้วยว่าผู้นำท่านนั้นกับอีกท่านต่างไม่สามารถพูดภาษากลางภาษาใดภาษาหนึ่งได้ หรือเพื่อเป้นการป้องกันว่าสิ่งที่ต้องการสื่อสารได้ถูกถ่ายทดอย่างครบถ้วน ถูกต้อง สมบูรณ์
เมื่อช่วงวัยเรียน ผมสนใจเรื่องภาษาต่างประเทศมาก ในหลักสูตรปริญญาตรีคณะรัฐศาสตร์ เอกการระหว่างประเทศบังคับว่าต้องศึกษาภาษาต่างประเทศที่สาม นอกเหนือไปจากภาษาอังกฤษอีก 1 ภาษา แต่บังคับเพียง 6 หน่วยกิต หรือ 2 เทอม เท่านั้น ผมเลือกภาษาฝรั่งเศสที่มีพื้นความรู้ติดตัวมาจากมัธยมปลาย และเลือกเรียนเป็นวิชาโทอีกด้วย ค่าเฉลี่ยผลการเรียนในส่วนของภาษาฝรั่งเศสของผมออกมาดีทีเดียว สำหรับผม การได้เรียนในสิ่งที่ชอบ ผมก็จะมีความสนใจ ตั้งใจเป็นพิเศษ และทำได้ดี (แม้บางเทอมจะแกว่งไปบ้าง) ผมทำได้ดีขนาดที่ว่าช่วงเรียนปริญญาตรี ผมสื่อสารเป็นภาษาฝรั่งเศสผ่านทักษะต่างๆ ได้ดี และมากกว่าภาษาอังกฤษ ส่วนภาษาอังกฤษ ผมก็ไม่ได้ทอดทิ้ง ยังคงเรียนอยู่เพราะเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร อีกทั้งผมยังต้องใช้ในการติดตามข่าวสารจากหนังสือพิมพ์ นิตยสาร ตำราต่างๆ
ในช่วงปีที่ 4 ผมไปลงภาษารัสเซีย เพิ่มขึ้นอีก แต่เป็นการลงเก็บหน่วยกิตเท่านั้น แต่ก็ทำให้ผมมีโอกาสได้เรียนรู้เพิ่มเติมอีก 1 ภาษา น่าเสียดายที่ไม่สามารถได้เรียนอีก ทั้งๆ ที่ตอนนั้นพอจะทักทาย ออกเสียง อ่าน พูดนิดๆ หน่อยๆ ได้ทั้งๆ ที่เป็นอะไรที่ต้องเรียนใหม่หมด การจดจำตัวอักษรที่รูปร่างเหมือนและแตกต่างจาก ABC ที่เราคุ้นเคยก็ตาม
เวลานั้น ภาษารัสเซียยังเป็นของใหม่ในประเทศไทย แม้วว่าเรื่องของอุดมการณ์คอมมิวนิสต์จะค่อยๆ คลายความขลังลง แต่ภาษารัสเซียก็ยังคงไม่เป็นที่นิยมเรียนกันมากนัก คงด้วยว่าจะเอาไปใช้ที่ไหน ขณะที่ปัจจุบัน รัสเซียเปิดประเทศ มีนักท่องเที่ยวเข้ามาบ้านเรามากมาย นี่ถ้าได้เรียนต่อ คงมีโอกาสใช้ ซึ่งมีอยู่ช่วงหนึ่งที่มีโอกาสได้พูด "ไม่กี่คำ" กับเพื่อนนักดนตรีชาวรัสเซียที่เล่นดนตรีด้วยกัน เอาเป็นว่าผมแค่เริ่มด้วยการกล่าวทักทาย เพื่อนนักดนตรีคนนั้นถึงกับตื่นเต้น และรัวกลับมาอีกสองสามประโยค ต่อเมื่อได้เห็นความงงบนใบหน้าผมนั่นแหละ เขาจึงเข้าใจ ไอ้นี้ได้ 2 ประโยคในภาษาของกู
นอกจากนี้ ผมยังได้มีโอกาสเรียนภาษาญี่ปุ่น อยู่ประมาณ 2-3 เดือนที่สมาคมนักเรียนเก่าญี่ปุ่น แต่สุดท้ายเมื่อขาดเรียนเพียงครั้งเดียว ทำเอา "ต่อไม่ติด"
ดวงเรื่องภาษาต่างประเทศยังไม่หมดง่ายๆ ขนาดมาทำงานที่ธนาคารกสิรไทยแล้ว ยังมีโอกาสได้ไปเรียนภาษาต่างประเทศอีก คราวนี้เป็นภาษาเวียดนาม ด้วยว่าเวลานั้นธนาคารไปเปิดสาขาที่ฮานอย ต้องการพนักงานไปทำงาน และมีคนมาชวนให้ไปทำงานและส่งไปเรียนที่ ม.มหิดล ศาลายา
คงเป็นเพราะไม่ถูกโรคกับภาษาตะวันออกกระมัง หลังจากที่เรียนไปได้ 3-4 อาทิตย์กำลังอยู่ตัว ก็ดันขาดเรียน ซึ่งขาดเรียนเพียงครั้งเดียวถึงกับ "ต่อไม่ติด" จนทำให้ประสบความล้มเหลว และผมเองก็ไม่เคยได้รับคัดเลือกไปทำงานที่เวียดนามอย่างที่บอกแต่อย่างใด
สุดท้าย ผมไม่เคยได้มีอาชีพล่าม แต่ก็อยากเป็น รู้สึกเป็นอะไรที่สำคัญ รู้สึกสนุก เท่ ที่เราสามารถพูดในภาษาอื่น สามารถสื่อสารในภาษาเดียวกับคนต่างชาติให้เขารู้สึกอุ่นใจ รู้สึกเป็นพวกเดียวกัน ไว้ใจกันได้ เหมือนกับการที่เราอยากเจอคนที่พูดไทยได้ เวลาลำบากในต่างประเทศ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำงานอย่างที่ว่า
ผมเคยได้แต่เป็น "ล่ามจำเป็น" ตอนที่เดินทางไปต่างประเทศ เพื่อช่วยประสานงานคณะนักดนตรีเยาวชนของไทย คราวเดียวกับที่ไปเป็นนักดนตรีทีมติที่บรูไนนั่นแหละ เหตุด้วยว่าเจ้าหน้าที่ของทางหน่วยงานราชการที่ไปด้วยท่านเล่นจะติดต่อเป็นภาษาไทย ซึ่งเป็นภาษาราชการเท่านั้น แต่งานนี้อาเซียนภาษาอังกฤษเค้ามาก่อนครับ ผมจึงต้องทำหน้าที่เป็นล่ามด้วย ดีว่าแกไม่ต้อติดต่ออะไรมาก ไปคุมๆ น้องๆ เท่านั้น
อีกครั้งหนึ่งที่ประทับใจกับการเป็น "ล่ามจำเป็น" คือการสอบถามอาการลูกทัวร์ (เอาไว้เล่าตอน "ผมอยากเป็นไกด์ ในโอกาสต่อไป) ที่หายใจไม่ทัน จากการที่ตกใจกลัวสุดขีดเพราะไปนั่งรถไฟเหาะ ตอนนั้นเจ้าหน้าที่ประจำเครื่องเล่นให้แกทานน้ำก็แล้ว นั่งเอนหลังก็แล้ว แต่แกอาการยังไม่ไดีขึ้น ปรับสภาพร่างกายไม่ได้ ร้อนถึงทางสวนสนุกต้องรีบตามเจ้าหน้าที่พยาบาลมาดูแล เจ้าหน้าที่เป็นผู้ชาย 2-3 คน ตัวใหญ่ปานยักษ์ หิ้วกระเป๋าเครื่องมือใบโตมาที่จุดเกิดเหตุ สอบถามอาการ ขณะที่ผมก็คอยถามอาการลูกทัวร์ท่านนั้นและแปลกลับไปมา
ปกติผมเป็นคนที่ฟังภาษาอังกฤษค่อนข้างแย่ คือถ้าพูดเร็วไป เสียงไม่ชัด ผมจะเกิดอาการหูปิด ฟังไม่ออกทันที แต่วันนั้นด้วย "อดรีนาลีน" หรืออย่งไรไม่ทราบ ไม่ว่าเจ้าหน้าที่คนนั้นพูดเร็วแค่ไหน ถามอาการเป็นภาษาอังกฤษอย่างไร ผมตอบได้ แปลได้ ราวกับเป็นล่ามมืออาชีพ......ครั้งเดียวจริงๆ
ผมไม่ได้เป็นล่าม.....แต่ผมก็ยังอยากเป็น....พับผ่าสิ
ผมอยากเป็น....นักการทูต
ผู้อ่านคงเริ่มเลี่ยนๆ สำหรับชีวิตและความฝันความอยากของผมที่จะเป็นโน่นเป็นนี่ และยังคงวนเวียนเรื่องของชีวิตการเป็นนักดนตรีมาหลายตอน ในตอนนี้ผมขอมาขยายความอยากเพิ่มอีกหนึ่งอย่าง แต่ขอบอกตั้งแต่เริ่มต้นว่า นี่คือความอยากเป็นที่สุดท้ายแล้วผม......ไม่ได้ "เป็น" นั่นคือผมอยากเป็นนักการทูต
ผมว่าความอยากเป็นนักการทูต เป็นสิ่งที่ไม่ใช่เพียงแค่ตัวผม แต่หมายรวมถึงบุคคลสำคัญในครอบครัวผม ที่มุ่งมั่น และสนับสนุนให้ผมเดินทางในอาชีพสายงานนี้ คงเริ่มมากจากการที่ผมแสดงผลการเรียนในส่วนของวิชาหลักและสำคัญอย่างคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ที่เลวร้ายมาก ขณะที่แววในเรื่องของสังคมศึกษา และด้านภาษา (ยกเว้นหลักภาษาไทย) ดูจะโดดเด่นกว่า ทำให้ไม่มีใครคิดว่าผมจะหันเหความสนใจไปเรียนสายวิทยาศาสตร์อย่างแน่นอน
ใช่แล้ว ในที่สุด เมื่อผมขึ้นเรียนชั้น ม.4 ได้แบบเส้นยาแดงผ่าแปด และใช้เลเซอร์ซอยออกไปได้อรกประมาณหลายเส้นพองาม ผมเลือกสายศิลป์-ฝรั่งเศส ด้วยเหตุผลหลักๆ คือ 1. เป็นสายที่ไม่มีวิชาคณิตศาสตร์แม้แต่หน่วยกิตเดียวตลอด 3 ปี 2. ผมน่าจะทำได้ดีกับวิชาภาษาต่างประเทศ และ 3. นักการทูตควรจะมีความรู้ภาษาต่างประเทศที่นอกเหนือจากภาษาอังกฤษ
ไม่น่าเชื่อว่า เมื่อผลการสอบในเทอมแรกออกมา ผมได้เกรดประมาณ 2.6 กว่าๆ หรือ 2.94 อย่างไรไม่แน่ชัด แต่ถือเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมได้เกรดเฉลี่ยสูงกว่า 2.5 และวิชาที่ทำให้ผม ได้คะแนนดีก็คือภาษาฝรั่งเศส และภาษาอังกฤษ
ในเทอมที่สองช่วงปีใหม่ ผมลงเรียนพิเศษภาษาฝรั่งเศส ที่ Alliance Francaise หรือสมาคมฝรั่งเศสตรงถนนสาทรใต้ ซึ่งเป็ที่ๆ ต้องบอกว่าสามารถพฒนาทักษะภาษาฝรั่งเศสให้กับผมเป็นอย่างมาก จนเรียกได้ว่า ช่วงที่ผมจบ ม.6 ซึ่งตอนนั้นก็ยังคงไปเรียนพิเศษอยู่ ผมสามารถกล้าพูดภาษาฝรั่งเศสกับคุณครูฝรั่งได้อย่างมั่นใจ (เท่าที่มีความรู้) ที่สำคัญตอนจบ ม.6 ผมดันสอบได้เป็นที่หนึ่งของห้องอีก ด้วยว่าคนที่เรียนเก่งกว่าผมออกไปสอบเทียบหมดแล้ว บางคนสอบเข้ามหาวิทยาลัยเป็นรุ่นพี่กันปีนึงด้วยซ้ำ
ผมตั้งใจสอบเอ็นทรานซ์จนสามารถเข้ามาเรียนคณะรัฐศาสตร์ ที่ธรรมศาสตร์ได้ และผมก็เลือกเอกการระหว่างประเทศ อย่างที่ต้องการและที่บ้านต้องการ ระหว่างที่เรียน ก็ถือว่าตั้งใจพอควร และจบมาด้วยคะแนนประมาณ 2.96
จากนั้น ก็รีบทำตามฝันของตัวเอง เมื่อเรียนจบก็สมัครสอบคัดเลือกเป็นข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ ทุกคนไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน อาจารย์ที่สอนฝรั่งเศสที่ธรรมศาสตร์ล้วนให้กำลังใจ และแสดงความมั่นใจว่า ผมจะต้องสามารถฝ่าฟันเข้าไปได้แน่ ที่สำคัญผมเองก็มั่นใจและไม่ได้ขอร้องให้พ่อช่วย แม้ว่าในช่วงเวลานั้นพ่อจะมีเพื่อนๆ ในกระทรวงที่อาจจะใช้ระบบอุปถัมภ์ช่วยเหลือผมได้ก็ตาม
อนิจจา ผมกลับทำข้อสอบไม่ได้ เพราะผมไม่ได้เตรียมตัวให้ถูกต้องนั่นเอง กล่าวคือผมเลือกภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาที่ผมใช้สอบ ผมกล้าบอกว่าในเรื่องของการแปล ผมสบายมาก โดยเฉพาะการแปลจากฝรั่งเศสกลับมาเป็นภาษาไทย แต่....ข้อสอบส่วนที่เป็นภาษานั้น เขาให้แปลจากภาษาไทยไปเป็นฝรั่งเศส ที่ผมทำได้ไม่ดี และไม่ได้เตรียมตัวมา
แน่นอน ผมไม่มีข้อแก้ตัว ผมผิดหวัง และไม่ได้ไปดูผลการสอบอย่างเป็นทางการด้วยซ้ำ เมื่อเพ่ือนที่ไปลองสอบพร้อมๆ กันบอกว่า ไม่มีชื่อพวกเราเลย
นี่คือความผิดหวัง.... และดูเหมือนมันจะชี้ชะตาว่าผม ไม่มีโอกาสทำตามความฝันได้
ความฝันที่จะเป็นนักการทูต เป็นตัวแทนประเทศ เป็นผู้เจรจา ฯลฯ หมดและจบลงในวันนั้น
ปีต่อมา ผมสอบเข้าเรียนต่อปริญญาโท สาขาเดิมที่ธรรมศาสตร์ได้ ขณะที่ตัวเองก็ทำงานที่กสิกรไทยได้ปีนึงพอดี ผมมีโอกาสรู้จักกับพี่ๆ เพื่อนๆ ที่เข้ามาเรียนด้วยกัน พวกเขามาจาก "กระทรวงการต่างประเทศ" ผมรู้สึกผมตัวเล็กลงๆ ไม่มีอะไรจะยืดว่าทำงานอะไร ไม่เหมือนพวกเขาที่สามารถตามความฝันของตัวเอง ได้งานอย่างที่เรียนมา ซึ่งถือเป็นสุดยอดของความฝันที่ต่อจากการเรียนในมหาวิทยาลัย
หลายคนคงสงสัย ว่าทำไมผมไม่ไปสอบอีกครั้งหนึ่ง
ผมพยายามหาคำตอบ และพบว่า ผมใจฝ่อเกินไปที่จะกลับไปสอบอีก ผม....กลัวผิดหวัง ขณะเดียวกัน ผมก็คิดของผมเองว่า ผมไม่ชอบเพื่อนๆ พี่ๆ ที่มาเรียนด้วยกัน ด้วยว่าผมรู้สึก "ไปเอง" ว่าพวกเขาเหล่านั้นช่างทำตัวสูงส่งใส่ผม ผมคิดเอาเองว่า พวกเขาเยาะเย้ยผม ให้ผมไปทำงานกับคนเหล่านี้ เจอกับคนเหล่านี้ ผมไม่เอาหรอก ผมคิดของผมเอง
ผมไม่รอที่จะพิสูจน์ตัวเองอีก ผมยอมจำนนเพราะตัวผมเอง ทั้งๆ ที่ผมมีิสทธิ์ที่จะฝืนแล้วลองอีกให้มันย้ำไปเลย .....ผมไม่รอ.... ผมหาอย่างอื่นทำ ผมไปเรียนปริญญาโทของผมก็ได้วะ ผมไปเล่นดนตรีของผมก็ได้วะ ผมทำงานของผมที่กสิกรไทยอย่างนี้ก็ได้วะ
ทั้งๆ ที่.......ผมก็ยังอยากเป็นนักการทูต......ใจ....จะ....ขาด
ผมว่าความอยากเป็นนักการทูต เป็นสิ่งที่ไม่ใช่เพียงแค่ตัวผม แต่หมายรวมถึงบุคคลสำคัญในครอบครัวผม ที่มุ่งมั่น และสนับสนุนให้ผมเดินทางในอาชีพสายงานนี้ คงเริ่มมากจากการที่ผมแสดงผลการเรียนในส่วนของวิชาหลักและสำคัญอย่างคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ที่เลวร้ายมาก ขณะที่แววในเรื่องของสังคมศึกษา และด้านภาษา (ยกเว้นหลักภาษาไทย) ดูจะโดดเด่นกว่า ทำให้ไม่มีใครคิดว่าผมจะหันเหความสนใจไปเรียนสายวิทยาศาสตร์อย่างแน่นอน
ใช่แล้ว ในที่สุด เมื่อผมขึ้นเรียนชั้น ม.4 ได้แบบเส้นยาแดงผ่าแปด และใช้เลเซอร์ซอยออกไปได้อรกประมาณหลายเส้นพองาม ผมเลือกสายศิลป์-ฝรั่งเศส ด้วยเหตุผลหลักๆ คือ 1. เป็นสายที่ไม่มีวิชาคณิตศาสตร์แม้แต่หน่วยกิตเดียวตลอด 3 ปี 2. ผมน่าจะทำได้ดีกับวิชาภาษาต่างประเทศ และ 3. นักการทูตควรจะมีความรู้ภาษาต่างประเทศที่นอกเหนือจากภาษาอังกฤษ
ไม่น่าเชื่อว่า เมื่อผลการสอบในเทอมแรกออกมา ผมได้เกรดประมาณ 2.6 กว่าๆ หรือ 2.94 อย่างไรไม่แน่ชัด แต่ถือเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมได้เกรดเฉลี่ยสูงกว่า 2.5 และวิชาที่ทำให้ผม ได้คะแนนดีก็คือภาษาฝรั่งเศส และภาษาอังกฤษ
ในเทอมที่สองช่วงปีใหม่ ผมลงเรียนพิเศษภาษาฝรั่งเศส ที่ Alliance Francaise หรือสมาคมฝรั่งเศสตรงถนนสาทรใต้ ซึ่งเป็ที่ๆ ต้องบอกว่าสามารถพฒนาทักษะภาษาฝรั่งเศสให้กับผมเป็นอย่างมาก จนเรียกได้ว่า ช่วงที่ผมจบ ม.6 ซึ่งตอนนั้นก็ยังคงไปเรียนพิเศษอยู่ ผมสามารถกล้าพูดภาษาฝรั่งเศสกับคุณครูฝรั่งได้อย่างมั่นใจ (เท่าที่มีความรู้) ที่สำคัญตอนจบ ม.6 ผมดันสอบได้เป็นที่หนึ่งของห้องอีก ด้วยว่าคนที่เรียนเก่งกว่าผมออกไปสอบเทียบหมดแล้ว บางคนสอบเข้ามหาวิทยาลัยเป็นรุ่นพี่กันปีนึงด้วยซ้ำ
ผมตั้งใจสอบเอ็นทรานซ์จนสามารถเข้ามาเรียนคณะรัฐศาสตร์ ที่ธรรมศาสตร์ได้ และผมก็เลือกเอกการระหว่างประเทศ อย่างที่ต้องการและที่บ้านต้องการ ระหว่างที่เรียน ก็ถือว่าตั้งใจพอควร และจบมาด้วยคะแนนประมาณ 2.96
จากนั้น ก็รีบทำตามฝันของตัวเอง เมื่อเรียนจบก็สมัครสอบคัดเลือกเป็นข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ ทุกคนไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน อาจารย์ที่สอนฝรั่งเศสที่ธรรมศาสตร์ล้วนให้กำลังใจ และแสดงความมั่นใจว่า ผมจะต้องสามารถฝ่าฟันเข้าไปได้แน่ ที่สำคัญผมเองก็มั่นใจและไม่ได้ขอร้องให้พ่อช่วย แม้ว่าในช่วงเวลานั้นพ่อจะมีเพื่อนๆ ในกระทรวงที่อาจจะใช้ระบบอุปถัมภ์ช่วยเหลือผมได้ก็ตาม
อนิจจา ผมกลับทำข้อสอบไม่ได้ เพราะผมไม่ได้เตรียมตัวให้ถูกต้องนั่นเอง กล่าวคือผมเลือกภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาที่ผมใช้สอบ ผมกล้าบอกว่าในเรื่องของการแปล ผมสบายมาก โดยเฉพาะการแปลจากฝรั่งเศสกลับมาเป็นภาษาไทย แต่....ข้อสอบส่วนที่เป็นภาษานั้น เขาให้แปลจากภาษาไทยไปเป็นฝรั่งเศส ที่ผมทำได้ไม่ดี และไม่ได้เตรียมตัวมา
แน่นอน ผมไม่มีข้อแก้ตัว ผมผิดหวัง และไม่ได้ไปดูผลการสอบอย่างเป็นทางการด้วยซ้ำ เมื่อเพ่ือนที่ไปลองสอบพร้อมๆ กันบอกว่า ไม่มีชื่อพวกเราเลย
นี่คือความผิดหวัง.... และดูเหมือนมันจะชี้ชะตาว่าผม ไม่มีโอกาสทำตามความฝันได้
ความฝันที่จะเป็นนักการทูต เป็นตัวแทนประเทศ เป็นผู้เจรจา ฯลฯ หมดและจบลงในวันนั้น
ปีต่อมา ผมสอบเข้าเรียนต่อปริญญาโท สาขาเดิมที่ธรรมศาสตร์ได้ ขณะที่ตัวเองก็ทำงานที่กสิกรไทยได้ปีนึงพอดี ผมมีโอกาสรู้จักกับพี่ๆ เพื่อนๆ ที่เข้ามาเรียนด้วยกัน พวกเขามาจาก "กระทรวงการต่างประเทศ" ผมรู้สึกผมตัวเล็กลงๆ ไม่มีอะไรจะยืดว่าทำงานอะไร ไม่เหมือนพวกเขาที่สามารถตามความฝันของตัวเอง ได้งานอย่างที่เรียนมา ซึ่งถือเป็นสุดยอดของความฝันที่ต่อจากการเรียนในมหาวิทยาลัย
หลายคนคงสงสัย ว่าทำไมผมไม่ไปสอบอีกครั้งหนึ่ง
ผมพยายามหาคำตอบ และพบว่า ผมใจฝ่อเกินไปที่จะกลับไปสอบอีก ผม....กลัวผิดหวัง ขณะเดียวกัน ผมก็คิดของผมเองว่า ผมไม่ชอบเพื่อนๆ พี่ๆ ที่มาเรียนด้วยกัน ด้วยว่าผมรู้สึก "ไปเอง" ว่าพวกเขาเหล่านั้นช่างทำตัวสูงส่งใส่ผม ผมคิดเอาเองว่า พวกเขาเยาะเย้ยผม ให้ผมไปทำงานกับคนเหล่านี้ เจอกับคนเหล่านี้ ผมไม่เอาหรอก ผมคิดของผมเอง
ผมไม่รอที่จะพิสูจน์ตัวเองอีก ผมยอมจำนนเพราะตัวผมเอง ทั้งๆ ที่ผมมีิสทธิ์ที่จะฝืนแล้วลองอีกให้มันย้ำไปเลย .....ผมไม่รอ.... ผมหาอย่างอื่นทำ ผมไปเรียนปริญญาโทของผมก็ได้วะ ผมไปเล่นดนตรีของผมก็ได้วะ ผมทำงานของผมที่กสิกรไทยอย่างนี้ก็ได้วะ
ทั้งๆ ที่.......ผมก็ยังอยากเป็นนักการทูต......ใจ....จะ....ขาด
วันอังคารที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
ผมอยาก....เป็นนักดนตรีทีมชาติ
ชื่อแปลกไปหน่อยไหมครับ "นักดนตรีทีมชาติ" หลายคนคงอาจจะคุ้นกับคำว่า "นักกีฬาทีมชาติ" มากกว่า จริงๆ คำนี้ก็ไม่น่าจะคุ้น เพราะผมก็เรียกของผมเองนะ ในเมื่อไม่ได้เล่นกีฬา แต่เล่นดนตรี ก็ต้องมีความหวังว่าจะได้เป็นตัวแทนประเทศ เหมือนที่นักกีฬายังได้เป็นตัวแทนประเทศเป็น "นักกีฬาทีมชาติ" ไงละครับ
โอกาสที่ว่าไม่ได้มีง่าย (โดยเฉพาะกับผม) ผมมีโอกาสได้ไปร่วมเล่นดนตรีในงาน ASEAN Music Worshop ที่ประเทศบรูไน เมื่อประมาณปี 2536 ......อีกนิดเดียวก็จะครบ 20 ปีแล้วสินะ
ครั้งนั้นผมไม่ได้ไปคนเดียว แต่มีเพื่อนๆ น้องๆ นักดนตรีอีก 13-14 คน ที่ได้เป็นนักดนตรีทีมชาติพร้อมๆ กัน เดินทางไปด้วยกัน
เราเดินทางไปครั้งนั้นไม่ได้ไปแข่งกีฬาเหมือนนักกีฬาปกติ แต่เราไปร่วมเป็นตัวแทนของประเทศ ตัวแทนนักดนตรีเยาวชนไปร่วมเล่นดนตรีในวงออร์เคสตร้าเยาวชน ASEAN ที่แต่ละประเทศสมาชิกจะเวียนกันจัด เหมือนที่เราคุ้นกับการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ โดยจัดเวียนไปทุกๆ 2 ปี
"แค้มป์ดนตรีอาเซียน" ที่ประเทศบรูไน เป็นการจัดครั้งที่ 2 ของรอบที่ 2 กล่าวคือรอบแรกเคยจัดจนครบประเทศสมาชิกไปแล้วเมื่อก่อนหน้านี้ ตอนนั้นประเทศสมาชิกอาเซียนมีอยู่แค่ 5 ประเทศ แล้วบรูไน ก็เข้ามาเป็นประเทศที่ 6
แค้มป์ดนตรีอาเซียน เป็นสุดยอดปราถนาของนักดนตรีเยาวชนบ้านเราในยุคนั้น ส่วนตัวผมมีความรู้สึกว่าถ้าเราได้มีโอกาสไปสักครั้ง ก็ถือเป็นเกียรติประวัติที่มีโอกาสเปิดตัวสู่สากล (ภูมิภาค) บ้างละ มีโอกาสได้เจอะเจอ แลกเปลี่ยนประสบการณ์จากเพื่อนๆ ที่สำคัญ.....ได้ไปเมืองนอก (เสียที)
ผมเคยพยายาม Audition ครั้งหนึ่งเมื่อคราวแคมป์ไปเปิดที่อินโดนีเซีย ก็อย่างที่เคยโพสต์ไปก่อนหน้านี้ ผมไม่ประสบความสำเร็จกับการทดสอบครั้งนั้น
ในรอบนี้ ผมเรียนจบและเริ่มทำงานแล้ว ไม่ได้เป็นนักเรียนอีกต่อไป เมื่อประกาศการสอบมาถึง ผมเลยไม่สนใจอะไร เพราะตอนนั้นคิดว่าเรื่องของอายุ ที่เพิ่งจะ 25 พอดิบพอดี ซึ่งคืออายุสูงสุดที่จะสามารถไปร่วมแค้มป์ได้ และเรื่องที่สองคือ ถ้าเกิดได้ไปขึ้นมาจริงๆ ที่ทำงานจะยอมให้เราลางานหรือ เพราะต้องใช้เวลาทำที่แค้มป์ 2 สัปดาห์พอดิบพอดี
การทดสอบผ่านไปในเดือนกุมภาพันธ์ พร้อมกับผลที่ผมไม่สนใจ.....
แต่แล้ว โชคชะตาผสานโอกาสก็วิ่งเข้ามาหาผม เมื่อวันหนึ่งในเดือนพฤษภาคม มีโทรศัพท์จากศูนย์วัฒนธรรมบอกผมว่า ให้ลองไปสอบไปแค้มป์ด้วย
"แล้วเกิดอะไรขึ้นกับการสอบครั้งที่ผ่านมา" ผมถาม
"คณะกรรมการต้องการคัดเลือกคนเล่นทรัมเป็ตอีก ครั้งที่แล้วยังไม่ได้คนที่พอใจ" เจ้าหน้าที่บอกผม
ผมรีบเตรียมตัวอีกครั้ง มีเวลาไม่มาก ผมพอจะทราบแล้วละว่าเขาต้องการทดสอบเรื่องอะไร แบบไหน ถ้าอยากไป เราก็ควรจะมีความพร้อมเพื่อให้คณะกรรมการเห็นว่า เราเป็นคนที่เหมาะที่จะได้ไปหรือไม่.....ผมจะลองสู้อีกสักตั้ง
การสอบจัดที่ห้องแปดเหลี่ยม ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย มีคณะกรรมการมาร่วมคัดเลือก 3-4 คน มีเพื่อนๆ น้องๆ นักทรัมเป็ตมาร่วมคัดเลือกน่าจะ 10 คนเห็นจะได้
ผมทำได้ค่อนข้างจะดีและเข้าทาง เพลงที่ใช้ในการ Sight Reading เป็นเพลงที่ผมคุ้นๆ อยู่ ที่สามารถเดาเรื่องของวรรคตอนได้ ในเรื่องของ Scale ผมเดาไม่ผิดว่าคณะกรรมการต้องการ Scale ที่เราสามารถเล่นได้ 2 Octave ผมนึกในใจว่าถ้าตัว G ตัวแรกผมเป่าออก และออกมาถูกเสียงและมั่นใจ ตัวที่เหลือก็ไม่ใช่ปัญหา และมันก็เป็นไปได้จริงๆ Chromatic Scale ก็ไม่ต่างกัน ผมคิดว่าผมโอเคแล้วละ
ในที่สุดคณะกรรมการก็เลือกผมจริงๆ ผมเป็นนักดนตรีคนสุดท้ายของนักดนตรีเยาวชนไทยที่ได้รับการคัดเลือก...... ผมได้เป็นนักดนตรีทีมชาติแล้ว
เหลือเวลาอีกเพียง 1 เดือนเศษ ก่อนแค้มป์จะเริ่ม ผมต้องทำให้ดีที่สุด
นี่คือการได้เดินทางไปต่างประเทศ ไปเล่นดนตรีต่างประเทศครั้งแรกในชีวิต
ยิ่งตื่นเต้นไปกว่านั้น ผมจะได้นั่งเครื่องบินเป็นครั้งแรกในชีวิตเมื่อตอนอายุ ......25!
ไว้ต่อครั้งหน้าแล้วกันนะครับ
โอกาสที่ว่าไม่ได้มีง่าย (โดยเฉพาะกับผม) ผมมีโอกาสได้ไปร่วมเล่นดนตรีในงาน ASEAN Music Worshop ที่ประเทศบรูไน เมื่อประมาณปี 2536 ......อีกนิดเดียวก็จะครบ 20 ปีแล้วสินะ
ครั้งนั้นผมไม่ได้ไปคนเดียว แต่มีเพื่อนๆ น้องๆ นักดนตรีอีก 13-14 คน ที่ได้เป็นนักดนตรีทีมชาติพร้อมๆ กัน เดินทางไปด้วยกัน
เราเดินทางไปครั้งนั้นไม่ได้ไปแข่งกีฬาเหมือนนักกีฬาปกติ แต่เราไปร่วมเป็นตัวแทนของประเทศ ตัวแทนนักดนตรีเยาวชนไปร่วมเล่นดนตรีในวงออร์เคสตร้าเยาวชน ASEAN ที่แต่ละประเทศสมาชิกจะเวียนกันจัด เหมือนที่เราคุ้นกับการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ โดยจัดเวียนไปทุกๆ 2 ปี
"แค้มป์ดนตรีอาเซียน" ที่ประเทศบรูไน เป็นการจัดครั้งที่ 2 ของรอบที่ 2 กล่าวคือรอบแรกเคยจัดจนครบประเทศสมาชิกไปแล้วเมื่อก่อนหน้านี้ ตอนนั้นประเทศสมาชิกอาเซียนมีอยู่แค่ 5 ประเทศ แล้วบรูไน ก็เข้ามาเป็นประเทศที่ 6
แค้มป์ดนตรีอาเซียน เป็นสุดยอดปราถนาของนักดนตรีเยาวชนบ้านเราในยุคนั้น ส่วนตัวผมมีความรู้สึกว่าถ้าเราได้มีโอกาสไปสักครั้ง ก็ถือเป็นเกียรติประวัติที่มีโอกาสเปิดตัวสู่สากล (ภูมิภาค) บ้างละ มีโอกาสได้เจอะเจอ แลกเปลี่ยนประสบการณ์จากเพื่อนๆ ที่สำคัญ.....ได้ไปเมืองนอก (เสียที)
ผมเคยพยายาม Audition ครั้งหนึ่งเมื่อคราวแคมป์ไปเปิดที่อินโดนีเซีย ก็อย่างที่เคยโพสต์ไปก่อนหน้านี้ ผมไม่ประสบความสำเร็จกับการทดสอบครั้งนั้น
ในรอบนี้ ผมเรียนจบและเริ่มทำงานแล้ว ไม่ได้เป็นนักเรียนอีกต่อไป เมื่อประกาศการสอบมาถึง ผมเลยไม่สนใจอะไร เพราะตอนนั้นคิดว่าเรื่องของอายุ ที่เพิ่งจะ 25 พอดิบพอดี ซึ่งคืออายุสูงสุดที่จะสามารถไปร่วมแค้มป์ได้ และเรื่องที่สองคือ ถ้าเกิดได้ไปขึ้นมาจริงๆ ที่ทำงานจะยอมให้เราลางานหรือ เพราะต้องใช้เวลาทำที่แค้มป์ 2 สัปดาห์พอดิบพอดี
การทดสอบผ่านไปในเดือนกุมภาพันธ์ พร้อมกับผลที่ผมไม่สนใจ.....
แต่แล้ว โชคชะตาผสานโอกาสก็วิ่งเข้ามาหาผม เมื่อวันหนึ่งในเดือนพฤษภาคม มีโทรศัพท์จากศูนย์วัฒนธรรมบอกผมว่า ให้ลองไปสอบไปแค้มป์ด้วย
"แล้วเกิดอะไรขึ้นกับการสอบครั้งที่ผ่านมา" ผมถาม
"คณะกรรมการต้องการคัดเลือกคนเล่นทรัมเป็ตอีก ครั้งที่แล้วยังไม่ได้คนที่พอใจ" เจ้าหน้าที่บอกผม
ผมรีบเตรียมตัวอีกครั้ง มีเวลาไม่มาก ผมพอจะทราบแล้วละว่าเขาต้องการทดสอบเรื่องอะไร แบบไหน ถ้าอยากไป เราก็ควรจะมีความพร้อมเพื่อให้คณะกรรมการเห็นว่า เราเป็นคนที่เหมาะที่จะได้ไปหรือไม่.....ผมจะลองสู้อีกสักตั้ง
การสอบจัดที่ห้องแปดเหลี่ยม ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย มีคณะกรรมการมาร่วมคัดเลือก 3-4 คน มีเพื่อนๆ น้องๆ นักทรัมเป็ตมาร่วมคัดเลือกน่าจะ 10 คนเห็นจะได้
ผมทำได้ค่อนข้างจะดีและเข้าทาง เพลงที่ใช้ในการ Sight Reading เป็นเพลงที่ผมคุ้นๆ อยู่ ที่สามารถเดาเรื่องของวรรคตอนได้ ในเรื่องของ Scale ผมเดาไม่ผิดว่าคณะกรรมการต้องการ Scale ที่เราสามารถเล่นได้ 2 Octave ผมนึกในใจว่าถ้าตัว G ตัวแรกผมเป่าออก และออกมาถูกเสียงและมั่นใจ ตัวที่เหลือก็ไม่ใช่ปัญหา และมันก็เป็นไปได้จริงๆ Chromatic Scale ก็ไม่ต่างกัน ผมคิดว่าผมโอเคแล้วละ
ในที่สุดคณะกรรมการก็เลือกผมจริงๆ ผมเป็นนักดนตรีคนสุดท้ายของนักดนตรีเยาวชนไทยที่ได้รับการคัดเลือก...... ผมได้เป็นนักดนตรีทีมชาติแล้ว
เหลือเวลาอีกเพียง 1 เดือนเศษ ก่อนแค้มป์จะเริ่ม ผมต้องทำให้ดีที่สุด
นี่คือการได้เดินทางไปต่างประเทศ ไปเล่นดนตรีต่างประเทศครั้งแรกในชีวิต
ยิ่งตื่นเต้นไปกว่านั้น ผมจะได้นั่งเครื่องบินเป็นครั้งแรกในชีวิตเมื่อตอนอายุ ......25!
ไว้ต่อครั้งหน้าแล้วกันนะครับ
วันเสาร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2555
ผมอยากเป็น.....นักดนตรีวงบิ๊กแบนด์
ผมอยากทำได้.....ผมต้องทำได้ .....ผมอยากนั่งอยู่ตรงนั้น...นี่คือสิ่งที่ผมเรียกว่า "ความตั้งใจ" ใช่....เขาทำได้ ผมก็ต้องทำได้สิ ผมนึกเองเวลาที่ผมอยากจะทำอะไรให้สำเร็จ
ผมอยากเป็นนักดนตรีในวง Big Band วงดนตรีที่มีเครื่องเป่าเป็นแกนหลัก ทั้งSaxophone, Trumpet, Trombone ที่เหลือก็เป็นกลุ่ม Rhythm Section : Drums, Piano, Guitar, Bass เล่นเพลงในจังหวะที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น Swing, Latin ฯลฯ แม้แต่เพลงไทย ลูกทุ่ง ลูกกรุง สตริง
วงดนตรีวงแรกที่ผมสัมผัสได้คือวง SK Jazz ที่โรงเรียนนั่นเอง และกว่าที่ใครจะมาเล่นได้ ก็ต้องล่วงเข้า ม.ปลาย เสียก่อน
เมื่อแรกเริ่มเล่นดนตรีเป็น พี่ๆ รุ่นก่อนหน้าได้สร้างผลงานด้วยการประวดชนะเลิศในรายการสำคัญรายการหนึ่ง ดูเหมือนจะเป็นที่คุรุสภา เรามีพี่ๆ และทีมดนตรีที่มีความพร้อม เรามีอาจารย์วิศิษฏ์ จิตรรังสรรค์ ที่ปลุกปั้นพี่ๆ เรามีคณาจารย์ของโรงเรียนที่ให้การสนับสนุนในทุกมิติ เรามีพี่ๆ ที่ให้การสนับสนุนเรื่องของโน้ตเพลงที่เป็นมาตรฐาน....... และเราประสบความสำเร็จ
แค่ผมได้ฟังพี่ "หมู" สมภพ Solo Trumpet เพลง "รักเอย" ครั้งนั้น มันทำให้ผมคิดว่า สักวันผมขอมานั่งเหมือนกับพี่หมู เป่าเสียงได้หวาน อร่อย เหมือนพี่หมู
ผมนั่งอยู่ด้านหลังแสตนด์โน้ต Trumpet มองดูเพลงที่พี่ๆ กำลังซ้อม เป็นเพลงไทย ซึ่งโน้ตเพลงที่ซ้อมอยู่นั้นไม่สลับซับซ้อนแต่อย่างใด
"ยากไหมครับพี่" ผมถามพี่ตุ๋ยด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"ไม่ยาก.......แต่.....ต้องมีวิญญาณ" พี่ตุ๋ยตอบและยิ้มเล็กๆ ...... นี่คือสิ่งที่มีค่าที่สุด สิ่งที่มีความหมายที่สุดที่ผมได้ยิน ผมพยักหน้าด้วยความงุนงง ณ ตอนนั้น แต่เป็นสิ่งที่ทำให้ผมต้องมาตั้งคำถามกับตัวเอง และหาคำตอบให้ได้.....ตลอดเวลาในการเล่นดนตรี ....อะไรคือ "วิญญาณ" ที่พี่ตุ๋ยว่า
ในที่สุด ผมก็ได้เป็นนักดนตรีของวง SK Jazz เมื่อตอนผมอยู่ประมาณ ม.4 หรือ ม.5 เราได้บรรเลงให้กับงานต่างๆ ของโรงเรียน มีอาจารย์ในโรงเรียนมาร้องเพลง มีเพื่อนๆ สาวๆ ต่างโรงเรียนที่เราเชิญมาร้องเพลงเพื่อเพิ่มสีสันในบางโอกาส เราได้บรรเลงเพลงประจำโรงเรียนที่มีความไพเราะ
เมื่อวันที่ผมได้เข้ามาเรียนในธรรมศาสตร์ ก็เลยเป็นเรื่องต่อเนื่องที่ผมจะเดินมาเล่นต่อในวงดนตรีประจำมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ผมเริ่มเรียนรู้การเล่น สำเนียง นอกเหนือจากพาะตัวโน้ตที่รู้จัก ผมกำลังเรียนรู้เรื่องของวิญญาณที่พี่ตุ๋ยว่าไว้กระมัง
แล้วโชค หรือจะเป็นเรื่องของโอกาสที่ดีก็ตามวิ่งมาหาผม เมื่อวงดนตรีของธนาคารกรุงเทพฝากพี่ติ่งมาเรียกผมไปช่วยเล่น "แทน" นักดนตรีที่ขาด
เมื่อผมเริ่มไปซ้อมที่นั่น ผมเริ่มสัมผัสได้ถึงเสียงดนตรีและเสียงเพลง สำเนียงการเล่นที่แตกต่างกันออกไปจากที่วงที่ธรรมศาสตร์ ทั้งๆ ที่เราก็ใช้โน้ตจากวงธนาคารกรุงเทพ
และระหว่างที่ผมอยู่ที่ธรรมศาสตร์ ผมก็มีโอกาสมาแทนที่วงธนาคารกรุงเทพอีกหลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้เป็นสมาชิกประจำเสียที จนเริ่มทำงานปีแรกนั่นแหละ ที่ตอนแรกคิดว่าคงจะไม่เล่นดนตรีแล้ว เพราะตอนนั้นเริ่มเบื่อ เครื่องดนตรีก็ไม่มีเป็นของตนเอง พี่ติ่งได้ยินเข้าใจดี รีบเรียกผมมาซ้อมดนตรีที่วงธนาคารกรุงเทพ หรือ "วงแบงก์" ชีวิตดนตรีของผมจึงได้กลับมาอีกครั้ง
ช่วงประมาณมหาวิทยาลัยปี 3 หรือ ปี 4 เทพีแห่งโชคแวะมาหาผม เมื่อพี่หนอน บุญมาศ (บุญมาก) ทองสุข รุ่นพี่อาวุโสของวงที่ฝึกฝนวงเรามาแต่ไหนแต่ไร ที่ผมวนเวียนไปรบกวนให้พี่เขียนเพลงเพิ่มให้วงเรา มาบอกให้ผมไปซ้อมและเล่นแทน ที่วง The Yamaha Sound วงบิ๊กแบนด์ที่โดดเด่นที่สุดในเวลานั้น วงดนตรีที่ผมนั่งมองและทึ่งในความสามารถของพี่ๆ นักดนตรี วงดนตรีที่ผมใฝ่ฝันขอใีโอกาสมาซ้อมหรือได้เล่นสักครั้งหนึ่ง อา.....ชีวิตนักดนตรีของผมได้มาถึงจุดที่ผมฝันไว้จริงๆ ด้วย ผมได้มาเล่นกับ The Yamaha Sound แล้ว
พี่หนอน พี่สำรอง พูนทวี และพี่ๆ ในวง ได้ทำให้ผมวิ่งไล่ตามหา "วิญญาณ" ในระหว่างการเล่น และระหว่างการซ้อม ผมต้องเรียนรู้เป็นอย่างมาก เพื่อที่จะเล่นให้ทัน เล่นให้เท่ากัน แม้แต่เล่นให้ "เข้ากัน" กับทั้งวงให้ได้ ในเมื่อผมไม่ได้เป็นนักเรียนด้านดนตรีโดยตรง ที่วงนี่แหละ พี่ๆ นี่แหละ เป็นทั้งโรงเรียน เป็นทั้งครูที่สุดยอดของผม ทุกวงดนตรี นักดนตรีทุกคน เป็นครูผมทั้งหมด
ถึงแม้จนแล้วจนรอด ผมจะไม่ได้ไปเป็นสมาชิกโดยตรงที่วง The Yamaha Sound แต่ก็ได้มีโอกาสโดนเรียกไปเล่นอยู่บ้าง อย่างเช่นงานปีใหม่ New Year Eve ที่โรงแรมโอเรียลเต็ล งานประกวดร้องเพลงประมาณปี 2533 รวมทั้งงานอื่นๆ
ผมได้เรียนรู้พอสมควรในเรื่องของการเล่น ที่พี่ๆ ทุกคน เป็นครูของผม
เมื่อผมทำงานได้ประมาณ 3 หรือ 4 ปี มีพี่ที่ที่ทำงานมาเรียกตัวไปคุยให้ฟังว่า ที่ทำงานของเรากำลังจะมีวงดนตรีแล้ว และผมคือคนที่ถูกเรียกมาเป็นสมาชิก
วงดนตรีของเราตอนแรกก็มีคนมาเล่นแบบตามๆ กันมาจริงๆ ทั้งคนในที่ทำงาน ทั้งนักดนตรีพี่ๆ จากภายนอก กว่าจะลงตัวที่เราจะเป็นรูปแบบบิ๊กแบนด์ กว่าจะลงตัวที่เราจะมีนักดนตรีที่ชัดเจน ก็ใช้เวลาพอสมควร
และวันนี้ ผมยังคงอยู่ในวงนี้ และเราก็ยังมีมีพี่ๆ เพื่อนๆ มาร่วมทำกิจกรรมที่น่าสนใจด้วยกัน
เมื่อคราวตั้งวงใหม่ปีแรกๆ เจ้านายให้โอกาสแก่พวกเราด้วยการสนับสนุนให้เราไปชมคอนเสิร์ตของวง The Count Basie Orchstra วงดนตรีบิ๊กแบนด์ระดับโลก ที่มาเปิดการแสดงที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มันเป็นความรู้สึกที่พิเศษสุด ที่เราจะได้เห็นวงดนตรีที่เราเคยได้ยินแต่จากการฟัง มาเป็นบรรเลงให้เราดูจริงๆ ตรงหน้า เสียงของวง ความเจิดจ้าของเพลง เสียงของ Lead Trumpet ใช่.....ผมไล่ตามวิญญาณที่พี่ตุ๋ยว่าไว้แล้ว และวิญญาณที่ว่ามันอยู่ตรงหน้าผมนี่แหละ
วง The Count Basie Orchestra จากไป แต่ "ส่วนหนึ่ง" ของวิญญาณของ Big Band ติดอยู่ที่ผมเหมือนกัน ผมหลงเสียงดนตรี Big Band อย่างจัง
หลังจากที่กลับมาจากเรียนภาษาอังกฤษที่อเมริกา ผมไม่มีโอกาสกลับไปเล่นที่ BSO อีก ก็พอดีกับที่วง Bangkok International Big Band อยากได้มือแตรอีกคนไปเป่างานขึ้นปีใหม่ที่เพนนินซูล่า ที่ตอนนี้กลายเป็นโฟร์ซีซั่นส์แล้ว (ผมได้มาเล่นที่โรงแรมนี้วันเปลี่ยนชื่อโรงแรมด้วย)
ที่วง Bangkok International Big Band ผมได้มีโอกาสรู้จักมักคุ้นกับนักดนตรีต่างชาติที่มาเล่นดนตรีหากินในบ้านเรามากมาย และมีโอกาสพูดคุย แลกเปลี่ยนกับพวกเขา
วงของเราไม่ใหญ่เต็มที่แบบ Big Band ทั่วไป หัวหน้าวงของเรารับงานในการไปเล่นในห้องอาหารของโรงแรมต่างๆ ตามผับหรูๆ อยู่ประมาณ 3-4 ปี จนไข้หวัดมรณะ (SARS) รวมทั้งไข้หวัดนก เข้ามาแทนที่นักท่องเที่ยว ทำให้ผมไม่มีโอกาสได้มาเล่นกับวงนี้อีก
ปิติ เป็นรุ่นน้องคนเก่งที่ผมรู้จักตั้งแต่เรียนมัธยม ปิติตามผมไปร่วมเล่นกับเพื่อนๆ พี่ๆ ในการทำวงส่งเข้าประกวดดนตรีของทางศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เราใช้ชื่อวงในการประกวดว่า "วงลายไทย"
เราประสบความสำเร็จจากการประกวดในครั้งนี้ ได้รับรางวัลถ้วยพระราชทานชนะเลิศ แต่ในปีถัดมา ผมเข้าร่วมการประกวดอีกครั้งกับวงที่รวมพี่ๆ น้องๆ ใช้ชื่อวงว่า "วงกนกเปลว"
เราไม่ได้รางวัลชนะเลิศ ได้เพียงรองชนะเลิศอันดับ 1
กนกเปลว ไม่ได้สานต่อวงอีกหลังจากการประกวด ขณะที่ลายไทยยังคงมีอยู่ตามโอกาสงานสำคัญๆ และผมก็จะมีความสุขทุกครั้งที่มาวงลายไทย เมื่อเราได้มาเจอกัน (หลังจากไม่ได้เจอกันนาน) คุยเล่น หัวเราะ และได้มาซ้อมดนตรีเสียงเพราะๆ ด้วยกัน นักร้องมากความสามารถมากมาย เรามีโอกาสไปเล่นตามงานเลี้ยงใหญ่ๆ งานเลี้ยงของชาวต่างชาติ เล่นหน้าพระที่นั่งบ้าง คอนเสิร์ตบ้าง ประกอบละครเวที หรือการเต้นบ้าง ปีหลังๆ งานอาจจะน้อยลงไป ต่อย่างน้อย ช่วงปลายปี พวกเราก็ได้มาเจอกัน เพื่อเตรียมตัวเล่นปีใหม่ที่โรงแรมเพนนินซูล่า คลองสาน เป็นประจำทุกปี
ช่วงก่อนที่ผมจะได้เล่นกับ Bangkok International Big Band จู่ๆ ปิติก็ตามผมไปเล่นกับวง "ประจิณทรงเผ่า" ในการเล่นให้กับคอนเสิร์ตของคุณกมลา สุโกศล
เทพีแห่งโชควิ่งเข้ามาหาผมอีกครั้ง เพราะในครั้งนั้นนักดนตรีหลายคนติดงามคาบเกี่ยวกันในช่วงวันซ้อมและวันบรรเลง
พี่ยงยุทธ มีแสง นักทรัมเป็ตอีกท่านที่ผมเคารพรักเล่าว่า จู่ๆก็นึกถึงผม ทั้งๆ ที่ตอนนั้น พี่ยงยุทธจำชื่อผมไม่ได้ด้วยซ้ำ บอกว่าผมเคยมาเล่นงานประกวดร้องเพลงของสยามกลการ ให้เรียกผมมาสิ
ผมได้เล่นในคอนเสิร์ตคุณกมลา แค่ครั้งนั้นครั้งเดียว และเว้นว่างไปหลายปี จนพี่ปราจินถึงแก่กรรม ได้ไม่กี่ปี ปิติรับช่วงต่อในการควบคุมวง ก็ได้เรียกผมมาช่วยเล่นกับพี่สำรองอีกครั้งที่วงนี้ ซึ่งผมก็ได้มาเล่น 2-3 ครั้งแล้วละ
หลังจาก The Yamaha Sound เลิกวงไป นักดนตรีส่วนใหญ่ไปตั้งวงกันใหม่สังกัดสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ใช้ชื่อวงว่าวง "เฉลิมราชย์"
วงเฉลิมราชย์เล่นประจำอยู่ที่ศาลาเฉลิมกรุง มีคอนเสิร์ตศิลปินซึ่งส่วนใหญ่เป็นรุ่นอาวุโสอย่างน้อย 1 ครั้งในแต่ละเดือน
ผมเองก็อยากจะมาเล่นที่วงนี้ แต่ก็ไม่เคยได้มาเล่น เนื่องด้วยตำแหน่งเต็ม ที่สำคัญเขาซ้อมกันกลางวัน ซึ่งถ้าหากว่าเขาเรียกผมๆ ก็คงลำบากหน่อยละ
แต่หลังจากที่วงเฉลิมราชย์ตั้งมา 10 กว่าปี วันหนึ่ง อ.วิจิตร์ โทรมาคุยกับผมว่าอยากให้ไปร่วมเล่นที่เฉลิมราชย์ด้วย ช่วยเสริมกำลังทีมแตร
งานแรกกับเฉลิมราชย์ไม่ได้เล่นที่ศาลาเฉลิมกรุง แต่เป็นบางกอก คอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว เป็นงานของทาง SCG จัดให้ลูกค้าที่ซื้อหุ้นกู้
ผมดีใจมากที่ในที่สุดวงดนตรีวงต่างๆ ที่ผมใฝ่ฝันได้มีโอกาสร่วมเล่น ก็ได้เล่นแล้วจริงๆ บางวงอาจจะเล่นไม่กี่ครั้ง บางวงผมก็ได้เป็นสมาชิกประจำ แต่ก็ดีใจนะว่า ไม่ว่าการเข้าไปเล่นแต่ละครั้งดูเหมือนจะอาศัยโชค โอกาสที่สอดคล้อง แต่ก็รู้ตัวเองดี และคิดอยู่ตลอดเวลาที่เล่นว่า จะขอทำหน้าที่ให้ดีที่สุด อย่างน้อย ก็ขอได้มีโอกาสให้ถูกเรียกกลับมาเล่นอีกก็พอแล้ว
ผมเรียนรู้ว่า ผมฝัน.....ได้
ผมรอ......ได้
และผมตามหา "วิญญาณ" .......ต่อไปได้
ผมอยากเป็นนักดนตรีในวง Big Band วงดนตรีที่มีเครื่องเป่าเป็นแกนหลัก ทั้งSaxophone, Trumpet, Trombone ที่เหลือก็เป็นกลุ่ม Rhythm Section : Drums, Piano, Guitar, Bass เล่นเพลงในจังหวะที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น Swing, Latin ฯลฯ แม้แต่เพลงไทย ลูกทุ่ง ลูกกรุง สตริง
วงดนตรีวงแรกที่ผมสัมผัสได้คือวง SK Jazz ที่โรงเรียนนั่นเอง และกว่าที่ใครจะมาเล่นได้ ก็ต้องล่วงเข้า ม.ปลาย เสียก่อน
เมื่อแรกเริ่มเล่นดนตรีเป็น พี่ๆ รุ่นก่อนหน้าได้สร้างผลงานด้วยการประวดชนะเลิศในรายการสำคัญรายการหนึ่ง ดูเหมือนจะเป็นที่คุรุสภา เรามีพี่ๆ และทีมดนตรีที่มีความพร้อม เรามีอาจารย์วิศิษฏ์ จิตรรังสรรค์ ที่ปลุกปั้นพี่ๆ เรามีคณาจารย์ของโรงเรียนที่ให้การสนับสนุนในทุกมิติ เรามีพี่ๆ ที่ให้การสนับสนุนเรื่องของโน้ตเพลงที่เป็นมาตรฐาน....... และเราประสบความสำเร็จ
แค่ผมได้ฟังพี่ "หมู" สมภพ Solo Trumpet เพลง "รักเอย" ครั้งนั้น มันทำให้ผมคิดว่า สักวันผมขอมานั่งเหมือนกับพี่หมู เป่าเสียงได้หวาน อร่อย เหมือนพี่หมู
ผมนั่งอยู่ด้านหลังแสตนด์โน้ต Trumpet มองดูเพลงที่พี่ๆ กำลังซ้อม เป็นเพลงไทย ซึ่งโน้ตเพลงที่ซ้อมอยู่นั้นไม่สลับซับซ้อนแต่อย่างใด
"ยากไหมครับพี่" ผมถามพี่ตุ๋ยด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"ไม่ยาก.......แต่.....ต้องมีวิญญาณ" พี่ตุ๋ยตอบและยิ้มเล็กๆ ...... นี่คือสิ่งที่มีค่าที่สุด สิ่งที่มีความหมายที่สุดที่ผมได้ยิน ผมพยักหน้าด้วยความงุนงง ณ ตอนนั้น แต่เป็นสิ่งที่ทำให้ผมต้องมาตั้งคำถามกับตัวเอง และหาคำตอบให้ได้.....ตลอดเวลาในการเล่นดนตรี ....อะไรคือ "วิญญาณ" ที่พี่ตุ๋ยว่า
ในที่สุด ผมก็ได้เป็นนักดนตรีของวง SK Jazz เมื่อตอนผมอยู่ประมาณ ม.4 หรือ ม.5 เราได้บรรเลงให้กับงานต่างๆ ของโรงเรียน มีอาจารย์ในโรงเรียนมาร้องเพลง มีเพื่อนๆ สาวๆ ต่างโรงเรียนที่เราเชิญมาร้องเพลงเพื่อเพิ่มสีสันในบางโอกาส เราได้บรรเลงเพลงประจำโรงเรียนที่มีความไพเราะ
เมื่อวันที่ผมได้เข้ามาเรียนในธรรมศาสตร์ ก็เลยเป็นเรื่องต่อเนื่องที่ผมจะเดินมาเล่นต่อในวงดนตรีประจำมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ผมเริ่มเรียนรู้การเล่น สำเนียง นอกเหนือจากพาะตัวโน้ตที่รู้จัก ผมกำลังเรียนรู้เรื่องของวิญญาณที่พี่ตุ๋ยว่าไว้กระมัง
แล้วโชค หรือจะเป็นเรื่องของโอกาสที่ดีก็ตามวิ่งมาหาผม เมื่อวงดนตรีของธนาคารกรุงเทพฝากพี่ติ่งมาเรียกผมไปช่วยเล่น "แทน" นักดนตรีที่ขาด
เมื่อผมเริ่มไปซ้อมที่นั่น ผมเริ่มสัมผัสได้ถึงเสียงดนตรีและเสียงเพลง สำเนียงการเล่นที่แตกต่างกันออกไปจากที่วงที่ธรรมศาสตร์ ทั้งๆ ที่เราก็ใช้โน้ตจากวงธนาคารกรุงเทพ
และระหว่างที่ผมอยู่ที่ธรรมศาสตร์ ผมก็มีโอกาสมาแทนที่วงธนาคารกรุงเทพอีกหลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้เป็นสมาชิกประจำเสียที จนเริ่มทำงานปีแรกนั่นแหละ ที่ตอนแรกคิดว่าคงจะไม่เล่นดนตรีแล้ว เพราะตอนนั้นเริ่มเบื่อ เครื่องดนตรีก็ไม่มีเป็นของตนเอง พี่ติ่งได้ยินเข้าใจดี รีบเรียกผมมาซ้อมดนตรีที่วงธนาคารกรุงเทพ หรือ "วงแบงก์" ชีวิตดนตรีของผมจึงได้กลับมาอีกครั้ง
ช่วงประมาณมหาวิทยาลัยปี 3 หรือ ปี 4 เทพีแห่งโชคแวะมาหาผม เมื่อพี่หนอน บุญมาศ (บุญมาก) ทองสุข รุ่นพี่อาวุโสของวงที่ฝึกฝนวงเรามาแต่ไหนแต่ไร ที่ผมวนเวียนไปรบกวนให้พี่เขียนเพลงเพิ่มให้วงเรา มาบอกให้ผมไปซ้อมและเล่นแทน ที่วง The Yamaha Sound วงบิ๊กแบนด์ที่โดดเด่นที่สุดในเวลานั้น วงดนตรีที่ผมนั่งมองและทึ่งในความสามารถของพี่ๆ นักดนตรี วงดนตรีที่ผมใฝ่ฝันขอใีโอกาสมาซ้อมหรือได้เล่นสักครั้งหนึ่ง อา.....ชีวิตนักดนตรีของผมได้มาถึงจุดที่ผมฝันไว้จริงๆ ด้วย ผมได้มาเล่นกับ The Yamaha Sound แล้ว
พี่หนอน พี่สำรอง พูนทวี และพี่ๆ ในวง ได้ทำให้ผมวิ่งไล่ตามหา "วิญญาณ" ในระหว่างการเล่น และระหว่างการซ้อม ผมต้องเรียนรู้เป็นอย่างมาก เพื่อที่จะเล่นให้ทัน เล่นให้เท่ากัน แม้แต่เล่นให้ "เข้ากัน" กับทั้งวงให้ได้ ในเมื่อผมไม่ได้เป็นนักเรียนด้านดนตรีโดยตรง ที่วงนี่แหละ พี่ๆ นี่แหละ เป็นทั้งโรงเรียน เป็นทั้งครูที่สุดยอดของผม ทุกวงดนตรี นักดนตรีทุกคน เป็นครูผมทั้งหมด
ถึงแม้จนแล้วจนรอด ผมจะไม่ได้ไปเป็นสมาชิกโดยตรงที่วง The Yamaha Sound แต่ก็ได้มีโอกาสโดนเรียกไปเล่นอยู่บ้าง อย่างเช่นงานปีใหม่ New Year Eve ที่โรงแรมโอเรียลเต็ล งานประกวดร้องเพลงประมาณปี 2533 รวมทั้งงานอื่นๆ
ผมได้เรียนรู้พอสมควรในเรื่องของการเล่น ที่พี่ๆ ทุกคน เป็นครูของผม
เมื่อผมทำงานได้ประมาณ 3 หรือ 4 ปี มีพี่ที่ที่ทำงานมาเรียกตัวไปคุยให้ฟังว่า ที่ทำงานของเรากำลังจะมีวงดนตรีแล้ว และผมคือคนที่ถูกเรียกมาเป็นสมาชิก
วงดนตรีของเราตอนแรกก็มีคนมาเล่นแบบตามๆ กันมาจริงๆ ทั้งคนในที่ทำงาน ทั้งนักดนตรีพี่ๆ จากภายนอก กว่าจะลงตัวที่เราจะเป็นรูปแบบบิ๊กแบนด์ กว่าจะลงตัวที่เราจะมีนักดนตรีที่ชัดเจน ก็ใช้เวลาพอสมควร
และวันนี้ ผมยังคงอยู่ในวงนี้ และเราก็ยังมีมีพี่ๆ เพื่อนๆ มาร่วมทำกิจกรรมที่น่าสนใจด้วยกัน
เมื่อคราวตั้งวงใหม่ปีแรกๆ เจ้านายให้โอกาสแก่พวกเราด้วยการสนับสนุนให้เราไปชมคอนเสิร์ตของวง The Count Basie Orchstra วงดนตรีบิ๊กแบนด์ระดับโลก ที่มาเปิดการแสดงที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มันเป็นความรู้สึกที่พิเศษสุด ที่เราจะได้เห็นวงดนตรีที่เราเคยได้ยินแต่จากการฟัง มาเป็นบรรเลงให้เราดูจริงๆ ตรงหน้า เสียงของวง ความเจิดจ้าของเพลง เสียงของ Lead Trumpet ใช่.....ผมไล่ตามวิญญาณที่พี่ตุ๋ยว่าไว้แล้ว และวิญญาณที่ว่ามันอยู่ตรงหน้าผมนี่แหละ
วง The Count Basie Orchestra จากไป แต่ "ส่วนหนึ่ง" ของวิญญาณของ Big Band ติดอยู่ที่ผมเหมือนกัน ผมหลงเสียงดนตรี Big Band อย่างจัง
หลังจากที่กลับมาจากเรียนภาษาอังกฤษที่อเมริกา ผมไม่มีโอกาสกลับไปเล่นที่ BSO อีก ก็พอดีกับที่วง Bangkok International Big Band อยากได้มือแตรอีกคนไปเป่างานขึ้นปีใหม่ที่เพนนินซูล่า ที่ตอนนี้กลายเป็นโฟร์ซีซั่นส์แล้ว (ผมได้มาเล่นที่โรงแรมนี้วันเปลี่ยนชื่อโรงแรมด้วย)
ที่วง Bangkok International Big Band ผมได้มีโอกาสรู้จักมักคุ้นกับนักดนตรีต่างชาติที่มาเล่นดนตรีหากินในบ้านเรามากมาย และมีโอกาสพูดคุย แลกเปลี่ยนกับพวกเขา
วงของเราไม่ใหญ่เต็มที่แบบ Big Band ทั่วไป หัวหน้าวงของเรารับงานในการไปเล่นในห้องอาหารของโรงแรมต่างๆ ตามผับหรูๆ อยู่ประมาณ 3-4 ปี จนไข้หวัดมรณะ (SARS) รวมทั้งไข้หวัดนก เข้ามาแทนที่นักท่องเที่ยว ทำให้ผมไม่มีโอกาสได้มาเล่นกับวงนี้อีก
ปิติ เป็นรุ่นน้องคนเก่งที่ผมรู้จักตั้งแต่เรียนมัธยม ปิติตามผมไปร่วมเล่นกับเพื่อนๆ พี่ๆ ในการทำวงส่งเข้าประกวดดนตรีของทางศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เราใช้ชื่อวงในการประกวดว่า "วงลายไทย"
เราประสบความสำเร็จจากการประกวดในครั้งนี้ ได้รับรางวัลถ้วยพระราชทานชนะเลิศ แต่ในปีถัดมา ผมเข้าร่วมการประกวดอีกครั้งกับวงที่รวมพี่ๆ น้องๆ ใช้ชื่อวงว่า "วงกนกเปลว"
เราไม่ได้รางวัลชนะเลิศ ได้เพียงรองชนะเลิศอันดับ 1
กนกเปลว ไม่ได้สานต่อวงอีกหลังจากการประกวด ขณะที่ลายไทยยังคงมีอยู่ตามโอกาสงานสำคัญๆ และผมก็จะมีความสุขทุกครั้งที่มาวงลายไทย เมื่อเราได้มาเจอกัน (หลังจากไม่ได้เจอกันนาน) คุยเล่น หัวเราะ และได้มาซ้อมดนตรีเสียงเพราะๆ ด้วยกัน นักร้องมากความสามารถมากมาย เรามีโอกาสไปเล่นตามงานเลี้ยงใหญ่ๆ งานเลี้ยงของชาวต่างชาติ เล่นหน้าพระที่นั่งบ้าง คอนเสิร์ตบ้าง ประกอบละครเวที หรือการเต้นบ้าง ปีหลังๆ งานอาจจะน้อยลงไป ต่อย่างน้อย ช่วงปลายปี พวกเราก็ได้มาเจอกัน เพื่อเตรียมตัวเล่นปีใหม่ที่โรงแรมเพนนินซูล่า คลองสาน เป็นประจำทุกปี
ช่วงก่อนที่ผมจะได้เล่นกับ Bangkok International Big Band จู่ๆ ปิติก็ตามผมไปเล่นกับวง "ประจิณทรงเผ่า" ในการเล่นให้กับคอนเสิร์ตของคุณกมลา สุโกศล
เทพีแห่งโชควิ่งเข้ามาหาผมอีกครั้ง เพราะในครั้งนั้นนักดนตรีหลายคนติดงามคาบเกี่ยวกันในช่วงวันซ้อมและวันบรรเลง
พี่ยงยุทธ มีแสง นักทรัมเป็ตอีกท่านที่ผมเคารพรักเล่าว่า จู่ๆก็นึกถึงผม ทั้งๆ ที่ตอนนั้น พี่ยงยุทธจำชื่อผมไม่ได้ด้วยซ้ำ บอกว่าผมเคยมาเล่นงานประกวดร้องเพลงของสยามกลการ ให้เรียกผมมาสิ
ผมได้เล่นในคอนเสิร์ตคุณกมลา แค่ครั้งนั้นครั้งเดียว และเว้นว่างไปหลายปี จนพี่ปราจินถึงแก่กรรม ได้ไม่กี่ปี ปิติรับช่วงต่อในการควบคุมวง ก็ได้เรียกผมมาช่วยเล่นกับพี่สำรองอีกครั้งที่วงนี้ ซึ่งผมก็ได้มาเล่น 2-3 ครั้งแล้วละ
หลังจาก The Yamaha Sound เลิกวงไป นักดนตรีส่วนใหญ่ไปตั้งวงกันใหม่สังกัดสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ใช้ชื่อวงว่าวง "เฉลิมราชย์"
วงเฉลิมราชย์เล่นประจำอยู่ที่ศาลาเฉลิมกรุง มีคอนเสิร์ตศิลปินซึ่งส่วนใหญ่เป็นรุ่นอาวุโสอย่างน้อย 1 ครั้งในแต่ละเดือน
ผมเองก็อยากจะมาเล่นที่วงนี้ แต่ก็ไม่เคยได้มาเล่น เนื่องด้วยตำแหน่งเต็ม ที่สำคัญเขาซ้อมกันกลางวัน ซึ่งถ้าหากว่าเขาเรียกผมๆ ก็คงลำบากหน่อยละ
แต่หลังจากที่วงเฉลิมราชย์ตั้งมา 10 กว่าปี วันหนึ่ง อ.วิจิตร์ โทรมาคุยกับผมว่าอยากให้ไปร่วมเล่นที่เฉลิมราชย์ด้วย ช่วยเสริมกำลังทีมแตร
งานแรกกับเฉลิมราชย์ไม่ได้เล่นที่ศาลาเฉลิมกรุง แต่เป็นบางกอก คอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว เป็นงานของทาง SCG จัดให้ลูกค้าที่ซื้อหุ้นกู้
ผมดีใจมากที่ในที่สุดวงดนตรีวงต่างๆ ที่ผมใฝ่ฝันได้มีโอกาสร่วมเล่น ก็ได้เล่นแล้วจริงๆ บางวงอาจจะเล่นไม่กี่ครั้ง บางวงผมก็ได้เป็นสมาชิกประจำ แต่ก็ดีใจนะว่า ไม่ว่าการเข้าไปเล่นแต่ละครั้งดูเหมือนจะอาศัยโชค โอกาสที่สอดคล้อง แต่ก็รู้ตัวเองดี และคิดอยู่ตลอดเวลาที่เล่นว่า จะขอทำหน้าที่ให้ดีที่สุด อย่างน้อย ก็ขอได้มีโอกาสให้ถูกเรียกกลับมาเล่นอีกก็พอแล้ว
ผมเรียนรู้ว่า ผมฝัน.....ได้
ผมรอ......ได้
และผมตามหา "วิญญาณ" .......ต่อไปได้
วันพฤหัสบดีที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2555
ผมอยากเป็น......นักดนตรีออร์เคสตร้า
เมื่อเล่นดนตรีมาระยะหนึ่ง ผมก็ "นึกของผมเอง" ว่า เสียงแตรของผมเพราะขึ้น ประกอบกับมีพี่ๆ น้องๆ เพื่อนๆ พูดถึงเสียงแตรของผมในทางที่ดีขึ้น ก็เลยเป็นกำลังใจในการเล่นแตรให้ดีขึ้น จนวันหนึ่งเมื่อคิดว่าตัวเองแน่แล้ว จึงได้หาญหักไปสมัครสอบเข้าวงดุริยางค์เยาวชนไทย ซึ่งตอนนั้นยังสังกัดสำนักงานส่งเสริมและประสานงานเยาวชนแห่งชาติ (สยช.)
วันเดียวกันนั้น ณ สถานที่สอบก็คือ หอศิลป์ ศิลป์ พีระศรี ซึ่งอยู่ในซอยอรรถการประสิทธิ์ ถนนสาทรใต้ กำลังมีการฝึกซ้อมของวง Bangkok Symphony Orchestra พอดี รู้สึกว่ามันยิ่งเพิ่มบรรยากาศความตื่นเต้น และถ้าวันนั้นผมสอบเข้าได้ ผมน่าจะได้เข้าร่วมวงเยาวชนไทยเป็นรุ่นแรก
ในครั้งนั้น อาจารย์วีรพันธ์ วอกลาง และอาจาย์(ภูกร) สุทิน ศรีณรงค์ เป็นคนเรียกให้นักดนตรีที่มาสมัครได้มาโชว์ผลงาน นี่คือ....การ Audition ครั้งแรกในชีวิต ข้อสอบก็ไม่มีอะไรมาก อย่างแรก เล่นเพลงที่เลือกมาเอง 1 เพลง และอีกเพลงทางกรรมการเลือกให้เพื่อทดสอบการเล่นแบบ Sight Reading
ผมบรรเลงเพลงที่เลือกมาได้อย่างแคล่วคล่อง แต่เมื่อเล่นเสร็จ อาจารย์ถามผมว่า จบแล้ว......? เพราะเพลงที่เลือกมาไม่ได้มีความยากหรือโชว์ฝีมืออะไรมากเลย อาจารย์ยื่นโน้ต Trumpet จากการซ้อมของวง BSO มาให้ เป็นเพลง Symphony no.35 ของ Mozart โน้ตง่ายมาก ไม่มีอะไรเลย ตัวดำ ตัวหยุด ตัวดำ ตัวหยุด โน้ตกระตุก ตัวดำ ตัวหยุด .....ผมก็เล่นได้นิ
อาจารย์สั่งหยุด โอเค แค่นี้พอ และขอบคุณมากที่มาสอบ ..... ผมเล่นโน้ตถูก แต่ก็เล่นผิด เพราะ ผมไม่ได้ Transpose โน้ตเลย ตอนนั้นไม่ได้ดูด้วยซ้ำว่าเค้าเขียนว่าอะไร Trumpet in D หรือ In C ก็จำไม่ได้แล้วละ รู้แต่เล่นตามโน้ตโดยไม่มีการ Transpose ใดๆ ทั้งสิ้น ....ผมไม่เคย Transpose ไม่เคยรู้จักเลยด้วยซ้ำ ชีวิตจากวงดุริยางค์ก็มาวงมหาวิทยาลัยเลย
นี่ยังไม่นับว่าระหว่างที่เล่น ผมมีอาการตัวสั่นงันงกด้วยอารมณ์ตื่นเต้น......ประหม่าดีกว่าไหม...ถ้าจะเรียก
ผมไม่ประสบความสำเร็จจากการ Audition คราวนั้น....
แต่มันกลับทำให้ผมมีความรู้สึกว่าผมยังอยากที่จะมีโอกาสไปเล่นในวงออร์เคสตร้าอยู่ดี...
หลังจากวันนั้น ผมติดตามชมคอนเสิร์ตของ BSO หลายต่อหลายครั้ง ถ้ามีโอกาสผมก็จะไปคุยกับรุ่นพี่ที่เล่น Trumpet อยู่ในวง ยากไหมครับ สนุกไหมครับ เล่นอย่างไร
ไม่กี่ปีต่อมา มีการ Audition อีกครั้ง คราวนี้งานใหญ่ เพราะคัดตัวแทนประเทศไปร่วมวงออร์เคสตร้าเยาวชนอาเซียนที่อินโดนีเซีย โอกาสมาหาผมอีกแล้ว คราวนี้ถ้าสอบผ่าน ก็จะได้ไปเล่นเมืองนอกด้วย เป็นการไปเมืองนอกครั้งแรกในชีวิต
ผมต้องฝึกฝนเรื่องของ Scale เพลงที่เตรียมมา
ในห้องที่ให้นักดนตรีที่มา Audition ได้ซ้อมก่อนเรียกชื่อไปสอบ เสียงในห้องมีแต่เสียงเครื่องดนตรีชนิดต่างๆ แต่ถ้าว่ากันด้วยเครื่อง Trumpet แล้ว ผม "คิดเอาเอง" ว่า เสียงแตรของผม "น่าจะ" เพราะที่สุด
ผมถูกเรียกเข้าไป ในห้องมีกรรมการหลายคน ผมแกะเครื่องมืออกจากกล่องและเป่า Scale ที่กรรมการบอก G Major - 2 Octave.....
แค่ตัวซอลตัวแรกก็เริ่มไม่สวยแล้ว ผม......ตื่นเต้น....อีกแล้ว ผมกลัวจะเล่นผิด ผมกลัวจะเล่นไม่ได้ ผมกลัวเป่าไม่ออก ความกลัว ความกังวลที่ผมคิดอยู่กลายเป็นสิ่งที่มันออกผ่านเสียงแตรของผม กรรมการพูดแค่ว่า เขาต้องการให้ผมเล่น Scale แบบมีจังหวะจะโคนด้วย ไม่ใช่แค่ไล่เสียงขึ้นลงเท่านั้น
เพลงที่เลือกมาก็เล่นได้ งั้นๆ ไปเอาแบบฝึกหัดที่เพื่อนซื้อมาให้จากรัสเซียมาสอบ จนกรรมการต้องถามว่าตรงนี้แปลว่าอะไร ผมตอบได้ก็จริง แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรให้การเล่นดีขึ้นมา
เพลงที่เป็น Sight Reading ก็ดูจะยากไป ผมไม่เข้าใจเพลงที่เค้าเอามาใช้สอบผม และก่อนเก็บเครื่องเข้ากล่องและเดินออกจากห้อง กรรมการให้ผมลองเป่าตัวที่สูงที่สุดที่ผมเป่าได้ ผมก็เป่าไป ก็สูงดีอยู่หรอก แต่เสียงอะไร....ไม่รู้
เป็นอีกครั้งที่ผมยอมรับสภาพ เดินคอตกด้วยความผิดหวังออกมา....
แต่ผมก็ยังอยากเป็นนักดนตรีออร์เคสตร้าอยู่ดี
ไม่นานต่อมา ที่วงเยาวชนมีอัดเทปรายการโทรทัซน์รายการหนึ่ง ผมมีโอกาสเข้าไปเล่น เพราะนัก Trumpet ประจำวงไม่มา และเพื่อนๆ-พี่ๆ ที่เล่น Trumpet ที่ BSO บอกว่าให้มานั่งเล่น และอัดเทปรายการด้วยกัน
ผมมีโอกาสได้เข้ามานั่งเล่นในวงออร์เคสตร้าแล้ว และเพลงแรกที่ผมจำได้คือเพลงพระราชนิพนธ์กินรี วอลซ์ โน้ตตัวแรกเป็นตัว "ซอล" (จำได้จริงๆ นะ) เพลง Finlandia ของ Sibelius เท่าที่จำได้ครับ
และอีกไม่นานจากวันนั้น วงเยาวชนประกาศ Audition นักดนตรีประจำปี ผมเป็นอีกคนที่เข้าร่วมสมัคร ผมรู้สึกว่าผมต้องไปร่วมสอบด้วย เพราะผมอยากเป็นนักดนตรีในวงนี้แบบเต็มภาคภูมิ
ผมอาจจะทำได้ไม่สมบูรณ์ 100% สำหรับการสอบ แต่ก็นับว่าดีกว่าก่อนหน้ามากมายนัก ก่อนออกจากห้องสอบ อาจารย์ที่คุมสอบถามแค่ว่าผมอายุเท่าไหร่ "21 ครับ" ผมตอบ
ผมได้เป็นนักดนตรีในวงออร์เคสตร้าวงแรกในชีวิต ที่วงดุริยางค์เยาวชนไทย ตอนอายุ 21 ปี ก่อนที่ผมจะเกษียณตัวเองเมื่ออายุประมาณ 25 และยังคงอยู่เป็น Tutor ให้เด็กๆ รุ่นต่อมาอีก 2-3 ปี ก่อนจะเหลือหน้าที่คือการเป็นพิธีกรงานคอนเสิร์ตวาระต่างๆ ของวงมาตั้งแต่ประมาณปี 2543
ผมได้เรียนรู้เรื่องความ......มุ่งมั่น
เมื่อเล่นดนตรีมาระยะหนึ่ง ผมก็ "นึกของผมเอง" ว่า เสียงแตรของผมเพราะขึ้น ประกอบกับมีพี่ๆ น้องๆ เพื่อนๆ พูดถึงเสียงแตรของผมในทางที่ดีขึ้น ก็เลยเป็นกำลังใจในการเล่นแตรให้ดีขึ้น จนวันหนึ่งเมื่อคิดว่าตัวเองแน่แล้ว จึงได้หาญหักไปสมัครสอบเข้าวงดุริยางค์เยาวชนไทย ซึ่งตอนนั้นยังสังกัดสำนักงานส่งเสริมและประสานงานเยาวชนแห่งชาติ (สยช.)
วันเดียวกันนั้น ณ สถานที่สอบก็คือ หอศิลป์ ศิลป์ พีระศรี ซึ่งอยู่ในซอยอรรถการประสิทธิ์ ถนนสาทรใต้ กำลังมีการฝึกซ้อมของวง Bangkok Symphony Orchestra พอดี รู้สึกว่ามันยิ่งเพิ่มบรรยากาศความตื่นเต้น และถ้าวันนั้นผมสอบเข้าได้ ผมน่าจะได้เข้าร่วมวงเยาวชนไทยเป็นรุ่นแรก
ในครั้งนั้น อาจารย์วีรพันธ์ วอกลาง และอาจาย์(ภูกร) สุทิน ศรีณรงค์ เป็นคนเรียกให้นักดนตรีที่มาสมัครได้มาโชว์ผลงาน นี่คือ....การ Audition ครั้งแรกในชีวิต ข้อสอบก็ไม่มีอะไรมาก อย่างแรก เล่นเพลงที่เลือกมาเอง 1 เพลง และอีกเพลงทางกรรมการเลือกให้เพื่อทดสอบการเล่นแบบ Sight Reading
ผมบรรเลงเพลงที่เลือกมาได้อย่างแคล่วคล่อง แต่เมื่อเล่นเสร็จ อาจารย์ถามผมว่า จบแล้ว......? เพราะเพลงที่เลือกมาไม่ได้มีความยากหรือโชว์ฝีมืออะไรมากเลย อาจารย์ยื่นโน้ต Trumpet จากการซ้อมของวง BSO มาให้ เป็นเพลง Symphony no.35 ของ Mozart โน้ตง่ายมาก ไม่มีอะไรเลย ตัวดำ ตัวหยุด ตัวดำ ตัวหยุด โน้ตกระตุก ตัวดำ ตัวหยุด .....ผมก็เล่นได้นิ
อาจารย์สั่งหยุด โอเค แค่นี้พอ และขอบคุณมากที่มาสอบ ..... ผมเล่นโน้ตถูก แต่ก็เล่นผิด เพราะ ผมไม่ได้ Transpose โน้ตเลย ตอนนั้นไม่ได้ดูด้วยซ้ำว่าเค้าเขียนว่าอะไร Trumpet in D หรือ In C ก็จำไม่ได้แล้วละ รู้แต่เล่นตามโน้ตโดยไม่มีการ Transpose ใดๆ ทั้งสิ้น ....ผมไม่เคย Transpose ไม่เคยรู้จักเลยด้วยซ้ำ ชีวิตจากวงดุริยางค์ก็มาวงมหาวิทยาลัยเลย
นี่ยังไม่นับว่าระหว่างที่เล่น ผมมีอาการตัวสั่นงันงกด้วยอารมณ์ตื่นเต้น......ประหม่าดีกว่าไหม...ถ้าจะเรียก
ผมไม่ประสบความสำเร็จจากการ Audition คราวนั้น....
แต่มันกลับทำให้ผมมีความรู้สึกว่าผมยังอยากที่จะมีโอกาสไปเล่นในวงออร์เคสตร้าอยู่ดี...
หลังจากวันนั้น ผมติดตามชมคอนเสิร์ตของ BSO หลายต่อหลายครั้ง ถ้ามีโอกาสผมก็จะไปคุยกับรุ่นพี่ที่เล่น Trumpet อยู่ในวง ยากไหมครับ สนุกไหมครับ เล่นอย่างไร
ไม่กี่ปีต่อมา มีการ Audition อีกครั้ง คราวนี้งานใหญ่ เพราะคัดตัวแทนประเทศไปร่วมวงออร์เคสตร้าเยาวชนอาเซียนที่อินโดนีเซีย โอกาสมาหาผมอีกแล้ว คราวนี้ถ้าสอบผ่าน ก็จะได้ไปเล่นเมืองนอกด้วย เป็นการไปเมืองนอกครั้งแรกในชีวิต
ผมต้องฝึกฝนเรื่องของ Scale เพลงที่เตรียมมา
ในห้องที่ให้นักดนตรีที่มา Audition ได้ซ้อมก่อนเรียกชื่อไปสอบ เสียงในห้องมีแต่เสียงเครื่องดนตรีชนิดต่างๆ แต่ถ้าว่ากันด้วยเครื่อง Trumpet แล้ว ผม "คิดเอาเอง" ว่า เสียงแตรของผม "น่าจะ" เพราะที่สุด
ผมถูกเรียกเข้าไป ในห้องมีกรรมการหลายคน ผมแกะเครื่องมืออกจากกล่องและเป่า Scale ที่กรรมการบอก G Major - 2 Octave.....
แค่ตัวซอลตัวแรกก็เริ่มไม่สวยแล้ว ผม......ตื่นเต้น....อีกแล้ว ผมกลัวจะเล่นผิด ผมกลัวจะเล่นไม่ได้ ผมกลัวเป่าไม่ออก ความกลัว ความกังวลที่ผมคิดอยู่กลายเป็นสิ่งที่มันออกผ่านเสียงแตรของผม กรรมการพูดแค่ว่า เขาต้องการให้ผมเล่น Scale แบบมีจังหวะจะโคนด้วย ไม่ใช่แค่ไล่เสียงขึ้นลงเท่านั้น
เพลงที่เลือกมาก็เล่นได้ งั้นๆ ไปเอาแบบฝึกหัดที่เพื่อนซื้อมาให้จากรัสเซียมาสอบ จนกรรมการต้องถามว่าตรงนี้แปลว่าอะไร ผมตอบได้ก็จริง แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรให้การเล่นดีขึ้นมา
เพลงที่เป็น Sight Reading ก็ดูจะยากไป ผมไม่เข้าใจเพลงที่เค้าเอามาใช้สอบผม และก่อนเก็บเครื่องเข้ากล่องและเดินออกจากห้อง กรรมการให้ผมลองเป่าตัวที่สูงที่สุดที่ผมเป่าได้ ผมก็เป่าไป ก็สูงดีอยู่หรอก แต่เสียงอะไร....ไม่รู้
เป็นอีกครั้งที่ผมยอมรับสภาพ เดินคอตกด้วยความผิดหวังออกมา....
แต่ผมก็ยังอยากเป็นนักดนตรีออร์เคสตร้าอยู่ดี
ไม่นานต่อมา ที่วงเยาวชนมีอัดเทปรายการโทรทัซน์รายการหนึ่ง ผมมีโอกาสเข้าไปเล่น เพราะนัก Trumpet ประจำวงไม่มา และเพื่อนๆ-พี่ๆ ที่เล่น Trumpet ที่ BSO บอกว่าให้มานั่งเล่น และอัดเทปรายการด้วยกัน
ผมมีโอกาสได้เข้ามานั่งเล่นในวงออร์เคสตร้าแล้ว และเพลงแรกที่ผมจำได้คือเพลงพระราชนิพนธ์กินรี วอลซ์ โน้ตตัวแรกเป็นตัว "ซอล" (จำได้จริงๆ นะ) เพลง Finlandia ของ Sibelius เท่าที่จำได้ครับ
และอีกไม่นานจากวันนั้น วงเยาวชนประกาศ Audition นักดนตรีประจำปี ผมเป็นอีกคนที่เข้าร่วมสมัคร ผมรู้สึกว่าผมต้องไปร่วมสอบด้วย เพราะผมอยากเป็นนักดนตรีในวงนี้แบบเต็มภาคภูมิ
ผมอาจจะทำได้ไม่สมบูรณ์ 100% สำหรับการสอบ แต่ก็นับว่าดีกว่าก่อนหน้ามากมายนัก ก่อนออกจากห้องสอบ อาจารย์ที่คุมสอบถามแค่ว่าผมอายุเท่าไหร่ "21 ครับ" ผมตอบ
ผมได้เป็นนักดนตรีในวงออร์เคสตร้าวงแรกในชีวิต ที่วงดุริยางค์เยาวชนไทย ตอนอายุ 21 ปี ก่อนที่ผมจะเกษียณตัวเองเมื่ออายุประมาณ 25 และยังคงอยู่เป็น Tutor ให้เด็กๆ รุ่นต่อมาอีก 2-3 ปี ก่อนจะเหลือหน้าที่คือการเป็นพิธีกรงานคอนเสิร์ตวาระต่างๆ ของวงมาตั้งแต่ประมาณปี 2543
ผมได้เรียนรู้เรื่องความ......มุ่งมั่น
วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2555
ผมอยาก......เป่า Trumpet
เมื่อผมได้มีโอกาสเข้ามาอยู่ในชุมนุมดนตรีสากลของโรงเรียน ผมจำเ็ป็นต้องเลือกเครื่องดนตรี 1 ชิ้น แล้วคำของพี่ชายก็แว่บเข้ามา "ถ้านายอยากเข้าไปเล่นดนตรีต่อในมหาวิทยาลัย ถ้าเป็นเครื่องเป่า ก็ควรจะเป็น Saxophone, Trumpet หรือ Trombone นะ"
ช่วงที่พวกเราเรียนทฤษฎีโน้ต เป็นช่วงที่เราตัดสินใจว่าจะเป็นเครื่องอะไร เวลานั้นเราจะเดินผ่านพี่ๆ ที่กำลังง่วนฝึกซ้อมอยู่ น้องๆ ที่มาหัดพร้อมๆ กันบางคนเห็นเครื่องชิ้นนี้ก็อยากเล่น บางคนก็ยังไม่รู้ว่าจะเล่นอะไร ผมคนหนึ่งละละที่จองเครื่องเป่าเอาไว้ในใจ
Saxophone ตัวเลือกเแรกสุด เป็นเครื่่่องที่รูปร่างสวย เท่ เสียงเพราะ ผมสังเกตจากเพื่อนคนหนึ่ง รุ่นเดียวกันนี่แหละ แต่เล่นมาก่อนผมได้ปีหนึ่งแล้ว เขาหนุ่มและโตเร็วกว่าผม เขาตัวใหญ่ แซ็กที่เขาถือช่างพอดีเหลือเกิน ผมพินิจพิจารณาเรื่อยๆ เริ่มลังเลจะเป็นแซ็กดีไหมหวา.... เพราะกว่าจะเป่าได้ ต้องเริ่มด้วยการปรับสายคล้องคอเสียก่อน กว่าจะปรับได้ ดึงตรงนี้ เลื่อนตรงนี้ เอ๊ะ.....ยากแฮะ เอ้า...ขั้นตอนต่อไป เอาลิ้นไม้มาทาบกับ Mouthpiece เล็งแล้ว เล็งอีก .....น่าเบื่อแฮะ แถมแซ็กก็ดูมีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับตัว อย่ากระนั้นเลย ตัดแซ็กออกจากหัวดีกว่า ความอยากเล่นแซ็กกลายเป็นอดีต....
เครื่องดนตรีต่อไปที่เล็งคือ Trombone แลดูแล้วเป็นเครื่องที่คงจะยาก เพราะต้องใช้แขนขวาเลื่อนเข้าออกเปลี่ยนเสียง ตัวก็ดูใหญ่ ที่สำคัญ เขาอ่านโน้ตกุญแจฟา นั่นคือเหตุผลที่ผมใช้พิจารณาประกอบ ณ เวลานั้น ... อ้าวตายละวา เราอ่านกุญแจฟาไม่ได้ อ่านไม่ออก ดังนั้น Trombone จึงถูกตัดออกไป
เหลือเครื่องสุดท้าย Trumpet นั่นเอง เพื่อนที่เป็นคนสอนบอกว่าคนเล่นแตรฟันหน้าต้องตรงๆ นะ ริมฝีปากบนก็ไม่ควรจะหนาเกินไป... "เอาก็เอาวะ Trumpet ก็ Trumpet" ผมเลือกแล้ว
"คนที่เลือก Trumpet ตามมา" เพื่อนคนนั้นพาเดินไปหยิบเครื่อง ฝันของผมกำลังจะเป็นจริงแล้ว ผมกำลังจะได้เป่า Trumpet .....ผมกำลังจะได้เล่นดนตรีแล้ว....
นักเรียนที่เลือกเล่น Trumpet มาหยุดตรงหน้าตู้เหล็กเก็บเครื่องดนตรี ชั้นบนสุด เราได้เห็นเครื่องดนตรีที่เรียกว่า "Bugle" หรือ "แตรเดี่ยว" ซึ่งรุ่นที่โรงเรียนมีอยู่ เป็นรุ่นที่มีขนาดเหมือน Trumpet แบบปกติ ต่างกันตรงที่ไม่มีส่วนที่เป็นลูกสูบกด 3 ปุ่มที่เราเคยเห็น ผมเริ่มงงและสงสัย เครื่องนี้เกี่ยวอะไรกับแตร Trumpet
"เราจะหัดจากแตรเดี่ยวก่อน" เพื่อนคนที่เป็นคนสอนบอกกับทุกคน "ทุกคนถือแตรเดี่ยวออกไปรอที่ระเบียง" จากนั้นเขาก็เริ่มสอนการวางรูปปาก การทำให้ปากสั่น ผมพยายามทำตาม รู้แต่ว่าตอนนั้นไม่อยากเล่นเลย แตรเดี่ยวตัวนั้นดูอย่างไรก็ไม่เหมือน Trumpet เป่าออกมาก็มีแต่ลม ถึงมีเสียงก็เหมือนเสียงตด เสียงอะไรที่น่าเกลียดน่ากลัว ไม่มีเสียงแตรอย่างที่เคยได้ยินในทีวีเลย เป่าจนหน้าดำหน้าแดงก็แล้ว......ผมเริ่มรู้สึกท้อ และหวลระลึกกลับไปถึงวันที่กำลังจะต้องไปตี "ฉาบ" ตอน ป. 1
พวกเราฝึกวันแรกจนเมื่อยปาก จากนั้นเพื่อนคนนั้นก็ปล่อยกลับบ้าน เราเดินผ่านหน้าห้องเรียนห้องหนึ่ง มีเด็กนักเรียนสมาชิกใหม่อีก 2 คน เดินสวนออกมาจากห้อง พวกเขาเพิ่งถูกปล่อยตัวมาเหมือนกัน ผมไม่ได้สนใจ 2 คนนี้ แต่....ผมสนใจสิ่งที่ห้อยคอเขามาต่างหาก.... มันเป็น Saxophone แบบที่เรียกว่า "Alto Saxophone" ที่มีขนาดเล็กลงมาเกือบครึ่งกว่าแซ็กตัวแรกที่ผมเห็น ตาและปากผมค้างพร้อมรำพันในใจ "อ้าว....มีตัวเล็กแบบนี้ก็ไม่บอกซะแต่แรก" แต่ตอนนั้นผมไม่มีโอกาสจะเปลี่ยนเป็นเครื่องอื่นๆ แล้ว .....
สำหรับเพื่อนคนที่เล่น Tenor Saxophone ปัจจุบันนี้ เขาไม่ได้เล่นดนตรีแล้ว แต่มีชื่อเสียงโ่ด่งดังจากการเป็นผู้รายงานข่าวอากาศด้วยวลีเด็ด "เพราะนี่คือ.... ทีวี....สามมมมมม ร้อยหกสิบองศา....สวัสดีครับ" ขณะที่ผมยังคงอดทนและเริ่มรัก Trumpet ขึ้นมาทีละเล็กละน้อยนับจากวันนั้น
ผมอยากเป็น........นักดนตรี
ผมไม่รู้ว่าผมอยากเป็นนักดนตรีครั้งแรกเมื่อไหร่ จำได้แต่ว่าวันหนึ่งตอนอนุบาล 2 (อะไรที่ประทับใจผมจะจำได้) ผมนั่งอยู่ที่วิทยาลัยครูสวนดุสิต (ชื่อตอนนั้น) มองไปที่อาคารเรียนที่ปัจจุบันเป็นห้องสมุดกลาง หรือตึกที่เป็นโรงอาหารนี่หละ ตอนนั้นผมเห็นกลุ่มอาจารย์กำลังซ้อมดนตรีกันอยู่ตรงนั้น ภาพของการเป็นนักดนตรี การเล่นดนตรี มันช่างน่าสนใจ
คงจะเป็นปีเดียวกันกระมัง ที่ตอนเช้าเมื่อพ่อขับรถมาส่งแม่ พี่ๆ และผม เราต้องผ่านหน้า รร.สันติราษฎร์วิทยาลัย ผมมองเข้าไปแลเห็นวงดุริยางค์ของโรงเรียนนี้กำลังบรรเลงช่วงเคารพธงชาติกัน วงดนตรีเป็นอะไรที่ผมสนใจ ในโทรทัศน์มีรายการที่เห็นวงดนตรีมากมาย เพลงเหล่านั้นสนุก เราเห็นความสนุกของนักดนตรี เราสนุกเมื่อได้ยินเสียงเพลง ใช่.....ผมชอบดนตรี
เมื่อเข้า ป.1 โรงเรียนใหม่ในชั้นประถมก็มีวงดุริยางค์ ผมสนใจที่จะเข้าไปเล่น เครื่องดนตรีที่จำได้คือ "ฉาบ" แต่ผมรู้สึก "อาย" ที่จะบอกใครๆ ว่าเล่น "ฉาบ" จากนั้นผมก็ไม่ได้กลับไปที่วงนั้นอีก แม้ว่าเวลาต่อมาผมอยากจะไปเล่นอีก แต่ก็ดูเหมือนไม่มีโอกาส ครูก็ไม่ได้มาเรียก ผมก็ไม่กล้าที่จะบอกความต้องการ (สำหรับผม ในเวลานั้นมันเป็นเรื่องอายนะที่จะเล่นฉาบ..... ทุกวันนี้ผมอยากบอกว่ามันไม่ใช่เครื่องมือที่เล่นง่ายๆ เล่นให้ดี เล่นให้ถูก.....ตอนเด็กๆ ผมมองน้อยไป)
เมื่อพี่ชายเข้ามหาวิทยาลัย พี่ชายผมชอบเล่นกีตาร์ เขาหัด ฝึกฝนจนถือได้ว่ามีความสามารถมากทีเดียวละ พี่ชายผมฟังเพลงมากมาย ร้องเพลง ฯลฯ เขาชวนผมฟังเพลง เล่าอะไรให้ฟังเกี่ยวกับดนตรี เขานำประสบการณ์จากการเล่นดนตรีกับวงดนตรีของมหาวิทยาลัยมาเล่าให้ผมฟังด้วย
"ถ้านายอยากเล่นดนตรีในมหาวิทยาลัย นายก็ไปเริ่มตอนมัธยมสิ ถ้านายไม่อยากเล่นกีตาร์ นายก็เล่นเครื่องเป่าก็ได้นี่"
กว่าผมจะได้เล่นดนตรีและเป็นนักดนตรีก็ร่วม ม.2 หลังจากที่ตอน ม.1 พยายามจะเอาดีทางว่ายน้ำ แต่เมื่อขึ้นชั้น ม.2 สระว่ายน้ำที่สวนดุสิต ไม่อนุญาตให้เด็กชายใช้สระอีกต่อไป ยกเว้นต้องเป็นนักกีฬา
ผมสมัครเข้าชมรมดนตรีสากลของโรงเรียนตอนช่วงปลาย ม.1 แล้วก็ไม่ได้เยื้องย่างกรายไปเลย
จนขึ้น ม. 2 เมื่อเพื่อนคนหนึ่งในห้อง ซึ่งก็เป็นสมาชิกคนหนึ่งบอกว่ากลับไปเล่นสิ กลับไปหัดสิ
ผมกลับไปที่ชมรมดนตรีอีกครั้ง เริ่มเรียนโน้ตสากล รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง และเครื่องดนตรีชิ้นแรกที่ได้สัมผัสคือ "Trumpet" เครื่องดนตรีเดียวที่ผมเล่นมาจน......ทุกวันนี้
แตร Trumpet ไม่ใช่อะไรที่ง่ายๆ เลย มันไม่ได้แค่เป่าลมเข้าไปแล้วมีเสียงดังออกมา หากแต่ต้องทำให้ริมฝีปากด้านบนมีการสั่นสะเทือน แค่หลักการแค่นี้มันก็กินเวลาผมเป็นสัปดาห์ๆ กว่าจะเป่าออก กว่าจะเป็นเสียง และกว่าจะเป็นเสียงแตรมากกว่าเสียงที่เหมือน "ตด"
แต่ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดนตรีใดๆ ในวันที่เราหัดวันแรก ครั้งแรก เสียงน่าเกลียดทุกเครื่อง 555555
ผมหัดอยู่ประมาณเทอมเศษๆ เสียงแตรเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ผมลงสังเวียนวันแรกกับการเป่าเพลงชาติ เพลงโรงเรียน และเพลงมาร์ช เพื่อให้นักเรียนเดินเข้าห้อง....."ไม่ได้เรื่อง ไม่เข้ากับวง" นี่คือความรู้สึกของผม
ผมหัดแตร หัดเพลงทีต้องเล่นอยู่พักใหญ่ คงจะปีเศษๆ ได้กระมัง มีอยู่วันหนึ่งผมกับรุ่นน้องคนหนึ่งหัดเพลงมาร์ชพระราชนิพนธ์ "มาร์ชธงชัยเฉลิมพล" และมีรุ่นพี่เป็นคนสอน ข้อตกลงคือ ต้องเล่นให้ได้ หากเล่นผิด จะถูกลงโทษด้วยการวิดพื้นตามจำนวนที่รุ่นพี่สั่ง บ่ายวันนั้น ผมโดนไปหลายสิบ เพราะเล่นเท่าไหร่ก็เล่นไม่ได้......นี่แค่ท่อนแรกท่อนเดียว
ผมกับน้องคนนั้นเริ่มเมื่อยล้าจากการวิดพื้น เราหันมามองหน้ากัน แล้วก็พูดกับพี่คนนั้นว่า เราขอพักก่อน (เพื่อสงบสติอารมณ์) เราสองคนเดินลงมาที่โรงอาหาร นั่งดื่มเป๊บซี่ และหารือกัน "จะกลับขึ้นไปโดนวิดพื้นต่อ หรือจะกลับบ้านเลย" ปรากฏว่า เราตอบเหมือนกันคือ.......... "กลับไปลุยต่อ"
ผมจำไม่ได้ว่าวันนั้นจะโดนวิดพื้นอีกกี่ครั้ง หรือวันนั้นผมเล่นเพลงนั้นได้เลย รู้แต่...ถ้าไม่กลับไป ผมก็คงจะหันหลังให้กับ "ดนตรี" ไปตลอดกาล และผมคิดว่าชีวิตที่ผมอยากเป็น "นักดนตรี" มันเริ่มจากวันนั้นนะ
ผมไม่ลืมวันนั้น และเมื่อถึงวันใดก็ตามที่ชีวิต หรือความคิด หรือสิ่งที่กำลังทำอยู่เจอทางตัน หรือทางแยกที่ต้องเลือกมากๆ ผมจะนึกถึงวันที่ผมเลือกเดินกลับมาซ้อมต่อ เดินกลับมาให้พี่จับวิดพื้นต่อ เพราะมันทำให้ผมยังคงเป็น "นักดนตรี" จนถึงวันนี้ ผมยินดีที่จะได้เล่าประสบการณ์ครั้งนั้นกับน้องๆ ทุกคนที่กำลังจะหันหลังกลับด้วยความท้อแท้ และภูมิใจเล็กๆ ที่ครั้งหนึ่งได้สู้กับอะไรบางอย่าง และสู้แล้วมันมีอะไรที่ดีๆ สวยงามรอเราอยู่ แม้จะต้องบุกความเหนื่อยยากก็เหอะ คุ้ม.....
เริ่มต้น..... ผมอยากเป็น.......
เมื่อตอนเด็กๆ ผมเคยอ่านหนังสือของคุณปู่ท่านหนึ่ง (ผมมีคุณปู่หลายคนมาก) ท่านเขียนหนังสือชื่อคับคล้ายคลับคลาว่า "เมื่อผมได้เป็น......." เพื่อบอกเล่าประสบการณ์ต่างๆ ในช่วงชีวิตของท่าน รวมทั้งความฝันหลายอย่างท่านได้ทำอย่างที่เคยใฝ่ฝัน และหลายอย่างท่านได้ส่งเสริมให้คนที่ท่านรักที่อยู่รอบตัวของท่านได้สานความฝันเหล่านั้น
ผมเองก็มีความฝันมากมาย หลายอย่างก็ได้ทำไปแล้ว หลายอย่างก็กำลังทำอยู่ และคงมีอีกหลายอย่างที่กำลังจะทำ หรือยังไม่ได้ทำสักที แต่ก็อยากเขียนอะไรเก็บไว้ เผื่อว่ามีใครเข้ามาอ่านและอยากจะทราบประสบการณ์ต่างๆ ของผม เรื่องราวต่างๆ ที่มีความหลากหลายนะครับ
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)