ผมอยากทำได้.....ผมต้องทำได้ .....ผมอยากนั่งอยู่ตรงนั้น...นี่คือสิ่งที่ผมเรียกว่า "ความตั้งใจ" ใช่....เขาทำได้ ผมก็ต้องทำได้สิ ผมนึกเองเวลาที่ผมอยากจะทำอะไรให้สำเร็จ
ผมอยากเป็นนักดนตรีในวง Big Band วงดนตรีที่มีเครื่องเป่าเป็นแกนหลัก ทั้งSaxophone, Trumpet, Trombone ที่เหลือก็เป็นกลุ่ม Rhythm Section : Drums, Piano, Guitar, Bass เล่นเพลงในจังหวะที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น Swing, Latin ฯลฯ แม้แต่เพลงไทย ลูกทุ่ง ลูกกรุง สตริง
วงดนตรีวงแรกที่ผมสัมผัสได้คือวง SK Jazz ที่โรงเรียนนั่นเอง และกว่าที่ใครจะมาเล่นได้ ก็ต้องล่วงเข้า ม.ปลาย เสียก่อน
เมื่อแรกเริ่มเล่นดนตรีเป็น พี่ๆ รุ่นก่อนหน้าได้สร้างผลงานด้วยการประวดชนะเลิศในรายการสำคัญรายการหนึ่ง ดูเหมือนจะเป็นที่คุรุสภา เรามีพี่ๆ และทีมดนตรีที่มีความพร้อม เรามีอาจารย์วิศิษฏ์ จิตรรังสรรค์ ที่ปลุกปั้นพี่ๆ เรามีคณาจารย์ของโรงเรียนที่ให้การสนับสนุนในทุกมิติ เรามีพี่ๆ ที่ให้การสนับสนุนเรื่องของโน้ตเพลงที่เป็นมาตรฐาน....... และเราประสบความสำเร็จ
แค่ผมได้ฟังพี่ "หมู" สมภพ Solo Trumpet เพลง "รักเอย" ครั้งนั้น มันทำให้ผมคิดว่า สักวันผมขอมานั่งเหมือนกับพี่หมู เป่าเสียงได้หวาน อร่อย เหมือนพี่หมู
ผมนั่งอยู่ด้านหลังแสตนด์โน้ต Trumpet มองดูเพลงที่พี่ๆ กำลังซ้อม เป็นเพลงไทย ซึ่งโน้ตเพลงที่ซ้อมอยู่นั้นไม่สลับซับซ้อนแต่อย่างใด
"ยากไหมครับพี่" ผมถามพี่ตุ๋ยด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"ไม่ยาก.......แต่.....ต้องมีวิญญาณ" พี่ตุ๋ยตอบและยิ้มเล็กๆ ...... นี่คือสิ่งที่มีค่าที่สุด สิ่งที่มีความหมายที่สุดที่ผมได้ยิน ผมพยักหน้าด้วยความงุนงง ณ ตอนนั้น แต่เป็นสิ่งที่ทำให้ผมต้องมาตั้งคำถามกับตัวเอง และหาคำตอบให้ได้.....ตลอดเวลาในการเล่นดนตรี ....อะไรคือ "วิญญาณ" ที่พี่ตุ๋ยว่า
ในที่สุด ผมก็ได้เป็นนักดนตรีของวง SK Jazz เมื่อตอนผมอยู่ประมาณ ม.4 หรือ ม.5 เราได้บรรเลงให้กับงานต่างๆ ของโรงเรียน มีอาจารย์ในโรงเรียนมาร้องเพลง มีเพื่อนๆ สาวๆ ต่างโรงเรียนที่เราเชิญมาร้องเพลงเพื่อเพิ่มสีสันในบางโอกาส เราได้บรรเลงเพลงประจำโรงเรียนที่มีความไพเราะ
เมื่อวันที่ผมได้เข้ามาเรียนในธรรมศาสตร์ ก็เลยเป็นเรื่องต่อเนื่องที่ผมจะเดินมาเล่นต่อในวงดนตรีประจำมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ผมเริ่มเรียนรู้การเล่น สำเนียง นอกเหนือจากพาะตัวโน้ตที่รู้จัก ผมกำลังเรียนรู้เรื่องของวิญญาณที่พี่ตุ๋ยว่าไว้กระมัง
แล้วโชค หรือจะเป็นเรื่องของโอกาสที่ดีก็ตามวิ่งมาหาผม เมื่อวงดนตรีของธนาคารกรุงเทพฝากพี่ติ่งมาเรียกผมไปช่วยเล่น "แทน" นักดนตรีที่ขาด
เมื่อผมเริ่มไปซ้อมที่นั่น ผมเริ่มสัมผัสได้ถึงเสียงดนตรีและเสียงเพลง สำเนียงการเล่นที่แตกต่างกันออกไปจากที่วงที่ธรรมศาสตร์ ทั้งๆ ที่เราก็ใช้โน้ตจากวงธนาคารกรุงเทพ
และระหว่างที่ผมอยู่ที่ธรรมศาสตร์ ผมก็มีโอกาสมาแทนที่วงธนาคารกรุงเทพอีกหลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้เป็นสมาชิกประจำเสียที จนเริ่มทำงานปีแรกนั่นแหละ ที่ตอนแรกคิดว่าคงจะไม่เล่นดนตรีแล้ว เพราะตอนนั้นเริ่มเบื่อ เครื่องดนตรีก็ไม่มีเป็นของตนเอง พี่ติ่งได้ยินเข้าใจดี รีบเรียกผมมาซ้อมดนตรีที่วงธนาคารกรุงเทพ หรือ "วงแบงก์" ชีวิตดนตรีของผมจึงได้กลับมาอีกครั้ง
ช่วงประมาณมหาวิทยาลัยปี 3 หรือ ปี 4 เทพีแห่งโชคแวะมาหาผม เมื่อพี่หนอน บุญมาศ (บุญมาก) ทองสุข รุ่นพี่อาวุโสของวงที่ฝึกฝนวงเรามาแต่ไหนแต่ไร ที่ผมวนเวียนไปรบกวนให้พี่เขียนเพลงเพิ่มให้วงเรา มาบอกให้ผมไปซ้อมและเล่นแทน ที่วง The Yamaha Sound วงบิ๊กแบนด์ที่โดดเด่นที่สุดในเวลานั้น วงดนตรีที่ผมนั่งมองและทึ่งในความสามารถของพี่ๆ นักดนตรี วงดนตรีที่ผมใฝ่ฝันขอใีโอกาสมาซ้อมหรือได้เล่นสักครั้งหนึ่ง อา.....ชีวิตนักดนตรีของผมได้มาถึงจุดที่ผมฝันไว้จริงๆ ด้วย ผมได้มาเล่นกับ The Yamaha Sound แล้ว
พี่หนอน พี่สำรอง พูนทวี และพี่ๆ ในวง ได้ทำให้ผมวิ่งไล่ตามหา "วิญญาณ" ในระหว่างการเล่น และระหว่างการซ้อม ผมต้องเรียนรู้เป็นอย่างมาก เพื่อที่จะเล่นให้ทัน เล่นให้เท่ากัน แม้แต่เล่นให้ "เข้ากัน" กับทั้งวงให้ได้ ในเมื่อผมไม่ได้เป็นนักเรียนด้านดนตรีโดยตรง ที่วงนี่แหละ พี่ๆ นี่แหละ เป็นทั้งโรงเรียน เป็นทั้งครูที่สุดยอดของผม ทุกวงดนตรี นักดนตรีทุกคน เป็นครูผมทั้งหมด
ถึงแม้จนแล้วจนรอด ผมจะไม่ได้ไปเป็นสมาชิกโดยตรงที่วง The Yamaha Sound แต่ก็ได้มีโอกาสโดนเรียกไปเล่นอยู่บ้าง อย่างเช่นงานปีใหม่ New Year Eve ที่โรงแรมโอเรียลเต็ล งานประกวดร้องเพลงประมาณปี 2533 รวมทั้งงานอื่นๆ
ผมได้เรียนรู้พอสมควรในเรื่องของการเล่น ที่พี่ๆ ทุกคน เป็นครูของผม
เมื่อผมทำงานได้ประมาณ 3 หรือ 4 ปี มีพี่ที่ที่ทำงานมาเรียกตัวไปคุยให้ฟังว่า ที่ทำงานของเรากำลังจะมีวงดนตรีแล้ว และผมคือคนที่ถูกเรียกมาเป็นสมาชิก
วงดนตรีของเราตอนแรกก็มีคนมาเล่นแบบตามๆ กันมาจริงๆ ทั้งคนในที่ทำงาน ทั้งนักดนตรีพี่ๆ จากภายนอก กว่าจะลงตัวที่เราจะเป็นรูปแบบบิ๊กแบนด์ กว่าจะลงตัวที่เราจะมีนักดนตรีที่ชัดเจน ก็ใช้เวลาพอสมควร
และวันนี้ ผมยังคงอยู่ในวงนี้ และเราก็ยังมีมีพี่ๆ เพื่อนๆ มาร่วมทำกิจกรรมที่น่าสนใจด้วยกัน
เมื่อคราวตั้งวงใหม่ปีแรกๆ เจ้านายให้โอกาสแก่พวกเราด้วยการสนับสนุนให้เราไปชมคอนเสิร์ตของวง The Count Basie Orchstra วงดนตรีบิ๊กแบนด์ระดับโลก ที่มาเปิดการแสดงที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มันเป็นความรู้สึกที่พิเศษสุด ที่เราจะได้เห็นวงดนตรีที่เราเคยได้ยินแต่จากการฟัง มาเป็นบรรเลงให้เราดูจริงๆ ตรงหน้า เสียงของวง ความเจิดจ้าของเพลง เสียงของ Lead Trumpet ใช่.....ผมไล่ตามวิญญาณที่พี่ตุ๋ยว่าไว้แล้ว และวิญญาณที่ว่ามันอยู่ตรงหน้าผมนี่แหละ
วง The Count Basie Orchestra จากไป แต่ "ส่วนหนึ่ง" ของวิญญาณของ Big Band ติดอยู่ที่ผมเหมือนกัน ผมหลงเสียงดนตรี Big Band อย่างจัง
หลังจากที่กลับมาจากเรียนภาษาอังกฤษที่อเมริกา ผมไม่มีโอกาสกลับไปเล่นที่ BSO อีก ก็พอดีกับที่วง Bangkok International Big Band อยากได้มือแตรอีกคนไปเป่างานขึ้นปีใหม่ที่เพนนินซูล่า ที่ตอนนี้กลายเป็นโฟร์ซีซั่นส์แล้ว (ผมได้มาเล่นที่โรงแรมนี้วันเปลี่ยนชื่อโรงแรมด้วย)
ที่วง Bangkok International Big Band ผมได้มีโอกาสรู้จักมักคุ้นกับนักดนตรีต่างชาติที่มาเล่นดนตรีหากินในบ้านเรามากมาย และมีโอกาสพูดคุย แลกเปลี่ยนกับพวกเขา
วงของเราไม่ใหญ่เต็มที่แบบ Big Band ทั่วไป หัวหน้าวงของเรารับงานในการไปเล่นในห้องอาหารของโรงแรมต่างๆ ตามผับหรูๆ อยู่ประมาณ 3-4 ปี จนไข้หวัดมรณะ (SARS) รวมทั้งไข้หวัดนก เข้ามาแทนที่นักท่องเที่ยว ทำให้ผมไม่มีโอกาสได้มาเล่นกับวงนี้อีก
ปิติ เป็นรุ่นน้องคนเก่งที่ผมรู้จักตั้งแต่เรียนมัธยม ปิติตามผมไปร่วมเล่นกับเพื่อนๆ พี่ๆ ในการทำวงส่งเข้าประกวดดนตรีของทางศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เราใช้ชื่อวงในการประกวดว่า "วงลายไทย"
เราประสบความสำเร็จจากการประกวดในครั้งนี้ ได้รับรางวัลถ้วยพระราชทานชนะเลิศ แต่ในปีถัดมา ผมเข้าร่วมการประกวดอีกครั้งกับวงที่รวมพี่ๆ น้องๆ ใช้ชื่อวงว่า "วงกนกเปลว"
เราไม่ได้รางวัลชนะเลิศ ได้เพียงรองชนะเลิศอันดับ 1
กนกเปลว ไม่ได้สานต่อวงอีกหลังจากการประกวด ขณะที่ลายไทยยังคงมีอยู่ตามโอกาสงานสำคัญๆ และผมก็จะมีความสุขทุกครั้งที่มาวงลายไทย เมื่อเราได้มาเจอกัน (หลังจากไม่ได้เจอกันนาน) คุยเล่น หัวเราะ และได้มาซ้อมดนตรีเสียงเพราะๆ ด้วยกัน นักร้องมากความสามารถมากมาย เรามีโอกาสไปเล่นตามงานเลี้ยงใหญ่ๆ งานเลี้ยงของชาวต่างชาติ เล่นหน้าพระที่นั่งบ้าง คอนเสิร์ตบ้าง ประกอบละครเวที หรือการเต้นบ้าง ปีหลังๆ งานอาจจะน้อยลงไป ต่อย่างน้อย ช่วงปลายปี พวกเราก็ได้มาเจอกัน เพื่อเตรียมตัวเล่นปีใหม่ที่โรงแรมเพนนินซูล่า คลองสาน เป็นประจำทุกปี
ช่วงก่อนที่ผมจะได้เล่นกับ Bangkok International Big Band จู่ๆ ปิติก็ตามผมไปเล่นกับวง "ประจิณทรงเผ่า" ในการเล่นให้กับคอนเสิร์ตของคุณกมลา สุโกศล
เทพีแห่งโชควิ่งเข้ามาหาผมอีกครั้ง เพราะในครั้งนั้นนักดนตรีหลายคนติดงามคาบเกี่ยวกันในช่วงวันซ้อมและวันบรรเลง
พี่ยงยุทธ มีแสง นักทรัมเป็ตอีกท่านที่ผมเคารพรักเล่าว่า จู่ๆก็นึกถึงผม ทั้งๆ ที่ตอนนั้น พี่ยงยุทธจำชื่อผมไม่ได้ด้วยซ้ำ บอกว่าผมเคยมาเล่นงานประกวดร้องเพลงของสยามกลการ ให้เรียกผมมาสิ
ผมได้เล่นในคอนเสิร์ตคุณกมลา แค่ครั้งนั้นครั้งเดียว และเว้นว่างไปหลายปี จนพี่ปราจินถึงแก่กรรม ได้ไม่กี่ปี ปิติรับช่วงต่อในการควบคุมวง ก็ได้เรียกผมมาช่วยเล่นกับพี่สำรองอีกครั้งที่วงนี้ ซึ่งผมก็ได้มาเล่น 2-3 ครั้งแล้วละ
หลังจาก The Yamaha Sound เลิกวงไป นักดนตรีส่วนใหญ่ไปตั้งวงกันใหม่สังกัดสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ใช้ชื่อวงว่าวง "เฉลิมราชย์"
วงเฉลิมราชย์เล่นประจำอยู่ที่ศาลาเฉลิมกรุง มีคอนเสิร์ตศิลปินซึ่งส่วนใหญ่เป็นรุ่นอาวุโสอย่างน้อย 1 ครั้งในแต่ละเดือน
ผมเองก็อยากจะมาเล่นที่วงนี้ แต่ก็ไม่เคยได้มาเล่น เนื่องด้วยตำแหน่งเต็ม ที่สำคัญเขาซ้อมกันกลางวัน ซึ่งถ้าหากว่าเขาเรียกผมๆ ก็คงลำบากหน่อยละ
แต่หลังจากที่วงเฉลิมราชย์ตั้งมา 10 กว่าปี วันหนึ่ง อ.วิจิตร์ โทรมาคุยกับผมว่าอยากให้ไปร่วมเล่นที่เฉลิมราชย์ด้วย ช่วยเสริมกำลังทีมแตร
งานแรกกับเฉลิมราชย์ไม่ได้เล่นที่ศาลาเฉลิมกรุง แต่เป็นบางกอก คอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว เป็นงานของทาง SCG จัดให้ลูกค้าที่ซื้อหุ้นกู้
ผมดีใจมากที่ในที่สุดวงดนตรีวงต่างๆ ที่ผมใฝ่ฝันได้มีโอกาสร่วมเล่น ก็ได้เล่นแล้วจริงๆ บางวงอาจจะเล่นไม่กี่ครั้ง บางวงผมก็ได้เป็นสมาชิกประจำ แต่ก็ดีใจนะว่า ไม่ว่าการเข้าไปเล่นแต่ละครั้งดูเหมือนจะอาศัยโชค โอกาสที่สอดคล้อง แต่ก็รู้ตัวเองดี และคิดอยู่ตลอดเวลาที่เล่นว่า จะขอทำหน้าที่ให้ดีที่สุด อย่างน้อย ก็ขอได้มีโอกาสให้ถูกเรียกกลับมาเล่นอีกก็พอแล้ว
ผมเรียนรู้ว่า ผมฝัน.....ได้
ผมรอ......ได้
และผมตามหา "วิญญาณ" .......ต่อไปได้
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น