วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ผมอยากเป็นนักพากษ์

          เริ่มจั่วหัวขึ้นมา ผู้ที่ติดตามอ่าน คงเริ่มรู้สึกว่า ผมดูอยากเป็นโน่นนี่มากไปแล้วกระมัง ครับ อยากเป็นโน่นนี่จริงๆ เพราะสิ่งที่อยากเป็นมันดูน่าสนุกน่าสนใจ อย่างน้อยก็ทำให้ตัวผมอยากรู้และติดตามต่อว่าสิ่งที่กำลังสนใจอยู่นั้นมันคืออะไร เรามีโอกาสที่จะเข้าไปลองสัมผัส ฝึกฝนอะไนได้เพียงใด หรือค้นว่าจริงๆ เราชอบหรือไม่ชอบอย่างไร สุดท้ายแล้วได้ทำหรือไม่ และเมื่อได้ทำแล้วเป็นอย่างไรต่อ
          เรื่องของการที่ผมอยากเป็นนักพากษ์ คงย้อนกลับไปในยุคเด็กๆ เราได้สัมผัสกับภาพยนตร์ ทั้งในโทรทัศน์และในโรงหนัง เราได้เรียนรู้ว่าในเวลานั้น พระเอก นางเอก ตัวร้าย ตัวตลก นางอิจฉาในหนังไทย ล้วนแล้วแต่มีคนพากษ์ให้ทั้งนั้น ไม่ได้พูดเสียงจริงๆ เหมือนในปัจจุบัน ไม่ต้องไปนึกถึงหนังฝรั่งหรือหนังการ์ตูนที่ต้องมีคนพากษ์เป็นภาษาไทย หรือให้เสียงเป็นภาษาใดๆ ในกรณีของการ์ตูนก็ตาม
          เสียงของน้าแอ้ด สมบัติ เมทะนี หรือจะเป็นพี่เอก สรพงษ์ ชาตรี ล้วนแล้วแต่มีคุณรอง เค้ามูลคดี เป็นผู้ให้เสียง  เสียงนางเอก ก็ต้องเป็นป้าจุ๊ จุรีย์ โอศิริ ผู้ล่วงลับ หรือคุณดวงดาว จารุจินดา  ที่สำคัญบรรดาผู้พากษ์ที่เอ่ยนามยกตัวอย่างไป ทุกท่านล้วนแล้วแต่มีความสามารถนอกเหนือจากเรื่องของการ พากษ์แล้ว ก็ยังมีความสามารถด้านการแสดงไม่น้อยไปกว่ากันเลย
          เสียงพากษ์ที่ชอบอีกพวกคือ บรรดานักพากษ์ตามช่องต่างๆ คุณมนตรี เจนอักษร น้าต๋อย จากโมเดิร์นไนน์ ที่สามารถพากษ์การ์ตูนสั้นได้ภายในคนเดียว รวมไปถึง "ให้เสียภาษาไทยโดย พันธมิตร" อินทรี และอื่นๆ ที่นึกชื่อท่านไม่ออก ที่สามารถนำเสียงตัวเองเข้าไปสร้างชีวิต สร้างให้เป็นตัวละครเราๆ ท่านๆ ได้สนุกสนานตาม
          ความอยากเป็นนักพากษ์ของผม คงเริ่มมาจากความผูกพันในสิ่งที่กล่าวไป แต่สิ่งที่คิดว่าทำให้รู้สึกสนใจอยากเป็นนักพากษ์ ก็คือบางคราวที่เราได้เห็นสารคดีเบื้องหลังการทำงานของนักพากษ์ในห้องบันทึกเสียง บรรยากาศที่พี่ๆ นักพากษ์นั่งอยู่ในห้อง สายตาที่จับจ้องไปที่จอภาพที่ฉายหนังที่กำลังพากษ์  ขณะเดียวกัน ตาก็ต้องก้มชำเลืองมองบท ทุกอย่างต้องสอดประสานกัน จังหวะจะโคน จนเวลาที่หนังฉาย หรือออกอากาศ  เราแทบลืมไปเลยว่าจริงๆ แล้วหนังฝรั่ง หนังญี่ปุ่น หนังจีน หนังเกาหลี เค้าก็พูดในภาษาของเขานั่นแหละ ระหว่างที่พากษ์ เราได้เห็นอากัปกิริยาของผู้พากษ์ ที่ต้องแสดงออกทางสีหน้า แววตา น้ำเสียง ราวกับเข้าไปเล่นในหนังเรื่องนั้นจริงๆ  และผมก็มักจะขำ เวลาที่เราได้เห็นนักพากษ์เหล่านี้ออกมาปรากฏตัว ให้สัมภาษณ์ ที่ขำเพราะ เราชินแต่เสียงของเขา พอเขาพูดเสียงตัวละครตัวนั้นออกมา เราก็ดูเหมือนยังไม่เชื่อว่าเขาเหล่านั้นคือเจ้าของเสียงที่เราคุ้นชิน ยังคิดว่าเขาก็โดนพากษ์เหมือนกัน ผมนั่งดูสารคดีเหล่านี้ไปอย่างสนุก
          ในชีวิตจริง ผมไม่มีโอกาสเข้าไปทำงานพากษ์แบบมืออาชีพจริงๆ สักที แต่งานที่ทำอยู่ทุกวันนี้ เป็นงานลงเสียง Video Presentation สารคดีสั้นต่างๆ ของสถานีโทรทัศน์ของที่ทำงาน ซึ่งเป็นสถานีภายใน ดูกันได้เฉพาะพนักงาน ไม่ได้ออกอากาศให้ประชาชนทั่วไปได้ชม แต่ก็ได้มีโอกาสแสดงฝีมืออยู่บ้าง หากเป็น VTR ที่ต้องทำเสียงตลกๆ ประหลาดๆ เวลาลงเสียง ซึ่งก็มีอยู่พองาม นอกจากนี้ก็มี VTR หรือ Voice Over เปิดงานของที่ทำงาน เรียกได้ว่าที่ทำงานคุ้นเสียงผม แต่อาจจะไม่ทราบว่าเป็นเสียงใครก็ได้
          สำหรับผมแล้ว งานพากษ์และงานลงเสียง เป็นงานที่ต้องอาศัยทักษะเรื่องของการอ่าน อ่านแล้วต้องเข้าใจว่าสิ่งที่อ่านคืออะไร  อ่านว่าอะไร ประการต่อมาคือเรื่องของการออกเสียง ที่ต้องชัดเจน ตัวควบกล้ำ วรรคตอน จังหวะต่างๆ ความเข้าใจในอารมณ์ของสิ่งต่างๆ ที่ต้องถ่ายทอด
          งานพากษ์และงานลงเสียง บางครั้งก็ใช้เวลามากจนไม่น่าเชื่อ เพราะเสียงที่ออกมาอาจจะยังฟังแล้วไม่ถูกใจ เจ้าของงานอยากให้ดูตื่นเต้น เร้าใจกว่านี้ก็มี ขอลดๆ ลง เพราะคนลงเสียงใส่อารมณ์มากจนเกินงามก็มี ที่สำคัญคนลงเสียงก็ต้องสามารถลงเสียงได้หลายๆ อย่าง เผื่อให้เจ้าของงานไปเลือกได้ บางครั้งก็แป้บเดียวชนิดเดินทางมานานกว่าก็มี
          ผมอยากมีโอกาสไปฝึกเรียนอย่างจริงจัง มีโอกาสไปพากษ์หรือลงเสียงงานสำคัญๆ มากขึ้น ก็คิดว่า เมื่อใดที่มีโอกาสจะทำให้ดีที่สุด แม้วันนี้ ส่วนหนึ่งของงานก็คืองานพากษ์และลงเสียง แต่ผมก็ยังคงอยากเก่งขึ้น มีโอกาสได้ร่วมงานฝึกฝนกับมืืออาชีพมากขึ้น และอบากแบ่งปันประสบการณ์ให้กับผู้ที่สนใจเช่นกันครับ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น