ผมไม่รู้ว่าผมอยากเป็นนักดนตรีครั้งแรกเมื่อไหร่ จำได้แต่ว่าวันหนึ่งตอนอนุบาล 2 (อะไรที่ประทับใจผมจะจำได้) ผมนั่งอยู่ที่วิทยาลัยครูสวนดุสิต (ชื่อตอนนั้น) มองไปที่อาคารเรียนที่ปัจจุบันเป็นห้องสมุดกลาง หรือตึกที่เป็นโรงอาหารนี่หละ ตอนนั้นผมเห็นกลุ่มอาจารย์กำลังซ้อมดนตรีกันอยู่ตรงนั้น ภาพของการเป็นนักดนตรี การเล่นดนตรี มันช่างน่าสนใจ
คงจะเป็นปีเดียวกันกระมัง ที่ตอนเช้าเมื่อพ่อขับรถมาส่งแม่ พี่ๆ และผม เราต้องผ่านหน้า รร.สันติราษฎร์วิทยาลัย ผมมองเข้าไปแลเห็นวงดุริยางค์ของโรงเรียนนี้กำลังบรรเลงช่วงเคารพธงชาติกัน วงดนตรีเป็นอะไรที่ผมสนใจ ในโทรทัศน์มีรายการที่เห็นวงดนตรีมากมาย เพลงเหล่านั้นสนุก เราเห็นความสนุกของนักดนตรี เราสนุกเมื่อได้ยินเสียงเพลง ใช่.....ผมชอบดนตรี
เมื่อเข้า ป.1 โรงเรียนใหม่ในชั้นประถมก็มีวงดุริยางค์ ผมสนใจที่จะเข้าไปเล่น เครื่องดนตรีที่จำได้คือ "ฉาบ" แต่ผมรู้สึก "อาย" ที่จะบอกใครๆ ว่าเล่น "ฉาบ" จากนั้นผมก็ไม่ได้กลับไปที่วงนั้นอีก แม้ว่าเวลาต่อมาผมอยากจะไปเล่นอีก แต่ก็ดูเหมือนไม่มีโอกาส ครูก็ไม่ได้มาเรียก ผมก็ไม่กล้าที่จะบอกความต้องการ (สำหรับผม ในเวลานั้นมันเป็นเรื่องอายนะที่จะเล่นฉาบ..... ทุกวันนี้ผมอยากบอกว่ามันไม่ใช่เครื่องมือที่เล่นง่ายๆ เล่นให้ดี เล่นให้ถูก.....ตอนเด็กๆ ผมมองน้อยไป)
เมื่อพี่ชายเข้ามหาวิทยาลัย พี่ชายผมชอบเล่นกีตาร์ เขาหัด ฝึกฝนจนถือได้ว่ามีความสามารถมากทีเดียวละ พี่ชายผมฟังเพลงมากมาย ร้องเพลง ฯลฯ เขาชวนผมฟังเพลง เล่าอะไรให้ฟังเกี่ยวกับดนตรี เขานำประสบการณ์จากการเล่นดนตรีกับวงดนตรีของมหาวิทยาลัยมาเล่าให้ผมฟังด้วย
"ถ้านายอยากเล่นดนตรีในมหาวิทยาลัย นายก็ไปเริ่มตอนมัธยมสิ ถ้านายไม่อยากเล่นกีตาร์ นายก็เล่นเครื่องเป่าก็ได้นี่"
กว่าผมจะได้เล่นดนตรีและเป็นนักดนตรีก็ร่วม ม.2 หลังจากที่ตอน ม.1 พยายามจะเอาดีทางว่ายน้ำ แต่เมื่อขึ้นชั้น ม.2 สระว่ายน้ำที่สวนดุสิต ไม่อนุญาตให้เด็กชายใช้สระอีกต่อไป ยกเว้นต้องเป็นนักกีฬา
ผมสมัครเข้าชมรมดนตรีสากลของโรงเรียนตอนช่วงปลาย ม.1 แล้วก็ไม่ได้เยื้องย่างกรายไปเลย
จนขึ้น ม. 2 เมื่อเพื่อนคนหนึ่งในห้อง ซึ่งก็เป็นสมาชิกคนหนึ่งบอกว่ากลับไปเล่นสิ กลับไปหัดสิ
ผมกลับไปที่ชมรมดนตรีอีกครั้ง เริ่มเรียนโน้ตสากล รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง และเครื่องดนตรีชิ้นแรกที่ได้สัมผัสคือ "Trumpet" เครื่องดนตรีเดียวที่ผมเล่นมาจน......ทุกวันนี้
แตร Trumpet ไม่ใช่อะไรที่ง่ายๆ เลย มันไม่ได้แค่เป่าลมเข้าไปแล้วมีเสียงดังออกมา หากแต่ต้องทำให้ริมฝีปากด้านบนมีการสั่นสะเทือน แค่หลักการแค่นี้มันก็กินเวลาผมเป็นสัปดาห์ๆ กว่าจะเป่าออก กว่าจะเป็นเสียง และกว่าจะเป็นเสียงแตรมากกว่าเสียงที่เหมือน "ตด"
แต่ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดนตรีใดๆ ในวันที่เราหัดวันแรก ครั้งแรก เสียงน่าเกลียดทุกเครื่อง 555555
ผมหัดอยู่ประมาณเทอมเศษๆ เสียงแตรเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ผมลงสังเวียนวันแรกกับการเป่าเพลงชาติ เพลงโรงเรียน และเพลงมาร์ช เพื่อให้นักเรียนเดินเข้าห้อง....."ไม่ได้เรื่อง ไม่เข้ากับวง" นี่คือความรู้สึกของผม
ผมหัดแตร หัดเพลงทีต้องเล่นอยู่พักใหญ่ คงจะปีเศษๆ ได้กระมัง มีอยู่วันหนึ่งผมกับรุ่นน้องคนหนึ่งหัดเพลงมาร์ชพระราชนิพนธ์ "มาร์ชธงชัยเฉลิมพล" และมีรุ่นพี่เป็นคนสอน ข้อตกลงคือ ต้องเล่นให้ได้ หากเล่นผิด จะถูกลงโทษด้วยการวิดพื้นตามจำนวนที่รุ่นพี่สั่ง บ่ายวันนั้น ผมโดนไปหลายสิบ เพราะเล่นเท่าไหร่ก็เล่นไม่ได้......นี่แค่ท่อนแรกท่อนเดียว
ผมกับน้องคนนั้นเริ่มเมื่อยล้าจากการวิดพื้น เราหันมามองหน้ากัน แล้วก็พูดกับพี่คนนั้นว่า เราขอพักก่อน (เพื่อสงบสติอารมณ์) เราสองคนเดินลงมาที่โรงอาหาร นั่งดื่มเป๊บซี่ และหารือกัน "จะกลับขึ้นไปโดนวิดพื้นต่อ หรือจะกลับบ้านเลย" ปรากฏว่า เราตอบเหมือนกันคือ.......... "กลับไปลุยต่อ"
ผมจำไม่ได้ว่าวันนั้นจะโดนวิดพื้นอีกกี่ครั้ง หรือวันนั้นผมเล่นเพลงนั้นได้เลย รู้แต่...ถ้าไม่กลับไป ผมก็คงจะหันหลังให้กับ "ดนตรี" ไปตลอดกาล และผมคิดว่าชีวิตที่ผมอยากเป็น "นักดนตรี" มันเริ่มจากวันนั้นนะ
ผมไม่ลืมวันนั้น และเมื่อถึงวันใดก็ตามที่ชีวิต หรือความคิด หรือสิ่งที่กำลังทำอยู่เจอทางตัน หรือทางแยกที่ต้องเลือกมากๆ ผมจะนึกถึงวันที่ผมเลือกเดินกลับมาซ้อมต่อ เดินกลับมาให้พี่จับวิดพื้นต่อ เพราะมันทำให้ผมยังคงเป็น "นักดนตรี" จนถึงวันนี้ ผมยินดีที่จะได้เล่าประสบการณ์ครั้งนั้นกับน้องๆ ทุกคนที่กำลังจะหันหลังกลับด้วยความท้อแท้ และภูมิใจเล็กๆ ที่ครั้งหนึ่งได้สู้กับอะไรบางอย่าง และสู้แล้วมันมีอะไรที่ดีๆ สวยงามรอเราอยู่ แม้จะต้องบุกความเหนื่อยยากก็เหอะ คุ้ม.....
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น