วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2555

ผมอยากเป็น....นักการทูต

          ผู้อ่านคงเริ่มเลี่ยนๆ สำหรับชีวิตและความฝันความอยากของผมที่จะเป็นโน่นเป็นนี่ และยังคงวนเวียนเรื่องของชีวิตการเป็นนักดนตรีมาหลายตอน ในตอนนี้ผมขอมาขยายความอยากเพิ่มอีกหนึ่งอย่าง แต่ขอบอกตั้งแต่เริ่มต้นว่า นี่คือความอยากเป็นที่สุดท้ายแล้วผม......ไม่ได้ "เป็น" นั่นคือผมอยากเป็นนักการทูต
          ผมว่าความอยากเป็นนักการทูต เป็นสิ่งที่ไม่ใช่เพียงแค่ตัวผม แต่หมายรวมถึงบุคคลสำคัญในครอบครัวผม ที่มุ่งมั่น และสนับสนุนให้ผมเดินทางในอาชีพสายงานนี้ คงเริ่มมากจากการที่ผมแสดงผลการเรียนในส่วนของวิชาหลักและสำคัญอย่างคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ที่เลวร้ายมาก ขณะที่แววในเรื่องของสังคมศึกษา และด้านภาษา (ยกเว้นหลักภาษาไทย) ดูจะโดดเด่นกว่า ทำให้ไม่มีใครคิดว่าผมจะหันเหความสนใจไปเรียนสายวิทยาศาสตร์อย่างแน่นอน
          ใช่แล้ว ในที่สุด เมื่อผมขึ้นเรียนชั้น ม.4 ได้แบบเส้นยาแดงผ่าแปด และใช้เลเซอร์ซอยออกไปได้อรกประมาณหลายเส้นพองาม ผมเลือกสายศิลป์-ฝรั่งเศส ด้วยเหตุผลหลักๆ คือ 1. เป็นสายที่ไม่มีวิชาคณิตศาสตร์แม้แต่หน่วยกิตเดียวตลอด 3 ปี  2. ผมน่าจะทำได้ดีกับวิชาภาษาต่างประเทศ และ 3. นักการทูตควรจะมีความรู้ภาษาต่างประเทศที่นอกเหนือจากภาษาอังกฤษ
          ไม่น่าเชื่อว่า เมื่อผลการสอบในเทอมแรกออกมา ผมได้เกรดประมาณ 2.6 กว่าๆ หรือ 2.94 อย่างไรไม่แน่ชัด แต่ถือเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมได้เกรดเฉลี่ยสูงกว่า 2.5 และวิชาที่ทำให้ผม ได้คะแนนดีก็คือภาษาฝรั่งเศส และภาษาอังกฤษ
          ในเทอมที่สองช่วงปีใหม่ ผมลงเรียนพิเศษภาษาฝรั่งเศส ที่ Alliance Francaise  หรือสมาคมฝรั่งเศสตรงถนนสาทรใต้ ซึ่งเป็ที่ๆ ต้องบอกว่าสามารถพฒนาทักษะภาษาฝรั่งเศสให้กับผมเป็นอย่างมาก จนเรียกได้ว่า ช่วงที่ผมจบ ม.6 ซึ่งตอนนั้นก็ยังคงไปเรียนพิเศษอยู่ ผมสามารถกล้าพูดภาษาฝรั่งเศสกับคุณครูฝรั่งได้อย่างมั่นใจ (เท่าที่มีความรู้) ที่สำคัญตอนจบ ม.6 ผมดันสอบได้เป็นที่หนึ่งของห้องอีก ด้วยว่าคนที่เรียนเก่งกว่าผมออกไปสอบเทียบหมดแล้ว บางคนสอบเข้ามหาวิทยาลัยเป็นรุ่นพี่กันปีนึงด้วยซ้ำ
          ผมตั้งใจสอบเอ็นทรานซ์จนสามารถเข้ามาเรียนคณะรัฐศาสตร์ ที่ธรรมศาสตร์ได้ และผมก็เลือกเอกการระหว่างประเทศ อย่างที่ต้องการและที่บ้านต้องการ ระหว่างที่เรียน ก็ถือว่าตั้งใจพอควร และจบมาด้วยคะแนนประมาณ 2.96
          จากนั้น ก็รีบทำตามฝันของตัวเอง เมื่อเรียนจบก็สมัครสอบคัดเลือกเป็นข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ ทุกคนไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน อาจารย์ที่สอนฝรั่งเศสที่ธรรมศาสตร์ล้วนให้กำลังใจ และแสดงความมั่นใจว่า ผมจะต้องสามารถฝ่าฟันเข้าไปได้แน่ ที่สำคัญผมเองก็มั่นใจและไม่ได้ขอร้องให้พ่อช่วย แม้ว่าในช่วงเวลานั้นพ่อจะมีเพื่อนๆ ในกระทรวงที่อาจจะใช้ระบบอุปถัมภ์ช่วยเหลือผมได้ก็ตาม
         อนิจจา ผมกลับทำข้อสอบไม่ได้ เพราะผมไม่ได้เตรียมตัวให้ถูกต้องนั่นเอง กล่าวคือผมเลือกภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาที่ผมใช้สอบ ผมกล้าบอกว่าในเรื่องของการแปล ผมสบายมาก โดยเฉพาะการแปลจากฝรั่งเศสกลับมาเป็นภาษาไทย แต่....ข้อสอบส่วนที่เป็นภาษานั้น เขาให้แปลจากภาษาไทยไปเป็นฝรั่งเศส ที่ผมทำได้ไม่ดี และไม่ได้เตรียมตัวมา
          แน่นอน ผมไม่มีข้อแก้ตัว ผมผิดหวัง และไม่ได้ไปดูผลการสอบอย่างเป็นทางการด้วยซ้ำ เมื่อเพ่ือนที่ไปลองสอบพร้อมๆ กันบอกว่า ไม่มีชื่อพวกเราเลย
          นี่คือความผิดหวัง.... และดูเหมือนมันจะชี้ชะตาว่าผม ไม่มีโอกาสทำตามความฝันได้
          ความฝันที่จะเป็นนักการทูต เป็นตัวแทนประเทศ เป็นผู้เจรจา ฯลฯ หมดและจบลงในวันนั้น
          ปีต่อมา ผมสอบเข้าเรียนต่อปริญญาโท สาขาเดิมที่ธรรมศาสตร์ได้ ขณะที่ตัวเองก็ทำงานที่กสิกรไทยได้ปีนึงพอดี ผมมีโอกาสรู้จักกับพี่ๆ เพื่อนๆ ที่เข้ามาเรียนด้วยกัน พวกเขามาจาก "กระทรวงการต่างประเทศ" ผมรู้สึกผมตัวเล็กลงๆ ไม่มีอะไรจะยืดว่าทำงานอะไร ไม่เหมือนพวกเขาที่สามารถตามความฝันของตัวเอง ได้งานอย่างที่เรียนมา ซึ่งถือเป็นสุดยอดของความฝันที่ต่อจากการเรียนในมหาวิทยาลัย
          หลายคนคงสงสัย ว่าทำไมผมไม่ไปสอบอีกครั้งหนึ่ง
          ผมพยายามหาคำตอบ และพบว่า ผมใจฝ่อเกินไปที่จะกลับไปสอบอีก ผม....กลัวผิดหวัง ขณะเดียวกัน ผมก็คิดของผมเองว่า ผมไม่ชอบเพื่อนๆ พี่ๆ ที่มาเรียนด้วยกัน ด้วยว่าผมรู้สึก "ไปเอง" ว่าพวกเขาเหล่านั้นช่างทำตัวสูงส่งใส่ผม ผมคิดเอาเองว่า พวกเขาเยาะเย้ยผม ให้ผมไปทำงานกับคนเหล่านี้ เจอกับคนเหล่านี้ ผมไม่เอาหรอก ผมคิดของผมเอง
         ผมไม่รอที่จะพิสูจน์ตัวเองอีก ผมยอมจำนนเพราะตัวผมเอง ทั้งๆ ที่ผมมีิสทธิ์ที่จะฝืนแล้วลองอีกให้มันย้ำไปเลย .....ผมไม่รอ.... ผมหาอย่างอื่นทำ ผมไปเรียนปริญญาโทของผมก็ได้วะ ผมไปเล่นดนตรีของผมก็ได้วะ ผมทำงานของผมที่กสิกรไทยอย่างนี้ก็ได้วะ
         ทั้งๆ ที่.......ผมก็ยังอยากเป็นนักการทูต......ใจ....จะ....ขาด
        
        
        

1 ความคิดเห็น:

  1. หนูก็อยากเป็นค่ะ นักการทูต แม้จะได้มาอยากแต่ก็จะพยายาม

    ตอบลบ