ความอยากของผมในตอนนี้ เกี่ยวเนื่องกับเรื่องของความอยากเป็นนักการทูต เมื่อครั้งที่แล้ว เหตุด้วยว่าผมเป็นคนชอบภาษา โดยยืนพื้น
ที่สำคัญ ผมชอบดูข่าวต่างประเทศ เมื่อมีข่าวที่เกี่ยวกับผู้นำชาติต่างๆ มีโอกาสมาพบกัน มาประชุมหารือกัน เราจะเห็นมีชายหรือหญิงอีกคนหรือสองคน ที่นั่งประกบท่านผู้นำ คอยแปลสิ่งที่ผู้นำอีกฝั่งหนึ่งพูดมาเป็นภาษาของตัว ด้วยว่าผู้นำท่านนั้นกับอีกท่านต่างไม่สามารถพูดภาษากลางภาษาใดภาษาหนึ่งได้ หรือเพื่อเป้นการป้องกันว่าสิ่งที่ต้องการสื่อสารได้ถูกถ่ายทดอย่างครบถ้วน ถูกต้อง สมบูรณ์
เมื่อช่วงวัยเรียน ผมสนใจเรื่องภาษาต่างประเทศมาก ในหลักสูตรปริญญาตรีคณะรัฐศาสตร์ เอกการระหว่างประเทศบังคับว่าต้องศึกษาภาษาต่างประเทศที่สาม นอกเหนือไปจากภาษาอังกฤษอีก 1 ภาษา แต่บังคับเพียง 6 หน่วยกิต หรือ 2 เทอม เท่านั้น ผมเลือกภาษาฝรั่งเศสที่มีพื้นความรู้ติดตัวมาจากมัธยมปลาย และเลือกเรียนเป็นวิชาโทอีกด้วย ค่าเฉลี่ยผลการเรียนในส่วนของภาษาฝรั่งเศสของผมออกมาดีทีเดียว สำหรับผม การได้เรียนในสิ่งที่ชอบ ผมก็จะมีความสนใจ ตั้งใจเป็นพิเศษ และทำได้ดี (แม้บางเทอมจะแกว่งไปบ้าง) ผมทำได้ดีขนาดที่ว่าช่วงเรียนปริญญาตรี ผมสื่อสารเป็นภาษาฝรั่งเศสผ่านทักษะต่างๆ ได้ดี และมากกว่าภาษาอังกฤษ ส่วนภาษาอังกฤษ ผมก็ไม่ได้ทอดทิ้ง ยังคงเรียนอยู่เพราะเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร อีกทั้งผมยังต้องใช้ในการติดตามข่าวสารจากหนังสือพิมพ์ นิตยสาร ตำราต่างๆ
ในช่วงปีที่ 4 ผมไปลงภาษารัสเซีย เพิ่มขึ้นอีก แต่เป็นการลงเก็บหน่วยกิตเท่านั้น แต่ก็ทำให้ผมมีโอกาสได้เรียนรู้เพิ่มเติมอีก 1 ภาษา น่าเสียดายที่ไม่สามารถได้เรียนอีก ทั้งๆ ที่ตอนนั้นพอจะทักทาย ออกเสียง อ่าน พูดนิดๆ หน่อยๆ ได้ทั้งๆ ที่เป็นอะไรที่ต้องเรียนใหม่หมด การจดจำตัวอักษรที่รูปร่างเหมือนและแตกต่างจาก ABC ที่เราคุ้นเคยก็ตาม
เวลานั้น ภาษารัสเซียยังเป็นของใหม่ในประเทศไทย แม้วว่าเรื่องของอุดมการณ์คอมมิวนิสต์จะค่อยๆ คลายความขลังลง แต่ภาษารัสเซียก็ยังคงไม่เป็นที่นิยมเรียนกันมากนัก คงด้วยว่าจะเอาไปใช้ที่ไหน ขณะที่ปัจจุบัน รัสเซียเปิดประเทศ มีนักท่องเที่ยวเข้ามาบ้านเรามากมาย นี่ถ้าได้เรียนต่อ คงมีโอกาสใช้ ซึ่งมีอยู่ช่วงหนึ่งที่มีโอกาสได้พูด "ไม่กี่คำ" กับเพื่อนนักดนตรีชาวรัสเซียที่เล่นดนตรีด้วยกัน เอาเป็นว่าผมแค่เริ่มด้วยการกล่าวทักทาย เพื่อนนักดนตรีคนนั้นถึงกับตื่นเต้น และรัวกลับมาอีกสองสามประโยค ต่อเมื่อได้เห็นความงงบนใบหน้าผมนั่นแหละ เขาจึงเข้าใจ ไอ้นี้ได้ 2 ประโยคในภาษาของกู
นอกจากนี้ ผมยังได้มีโอกาสเรียนภาษาญี่ปุ่น อยู่ประมาณ 2-3 เดือนที่สมาคมนักเรียนเก่าญี่ปุ่น แต่สุดท้ายเมื่อขาดเรียนเพียงครั้งเดียว ทำเอา "ต่อไม่ติด"
ดวงเรื่องภาษาต่างประเทศยังไม่หมดง่ายๆ ขนาดมาทำงานที่ธนาคารกสิรไทยแล้ว ยังมีโอกาสได้ไปเรียนภาษาต่างประเทศอีก คราวนี้เป็นภาษาเวียดนาม ด้วยว่าเวลานั้นธนาคารไปเปิดสาขาที่ฮานอย ต้องการพนักงานไปทำงาน และมีคนมาชวนให้ไปทำงานและส่งไปเรียนที่ ม.มหิดล ศาลายา
คงเป็นเพราะไม่ถูกโรคกับภาษาตะวันออกกระมัง หลังจากที่เรียนไปได้ 3-4 อาทิตย์กำลังอยู่ตัว ก็ดันขาดเรียน ซึ่งขาดเรียนเพียงครั้งเดียวถึงกับ "ต่อไม่ติด" จนทำให้ประสบความล้มเหลว และผมเองก็ไม่เคยได้รับคัดเลือกไปทำงานที่เวียดนามอย่างที่บอกแต่อย่างใด
สุดท้าย ผมไม่เคยได้มีอาชีพล่าม แต่ก็อยากเป็น รู้สึกเป็นอะไรที่สำคัญ รู้สึกสนุก เท่ ที่เราสามารถพูดในภาษาอื่น สามารถสื่อสารในภาษาเดียวกับคนต่างชาติให้เขารู้สึกอุ่นใจ รู้สึกเป็นพวกเดียวกัน ไว้ใจกันได้ เหมือนกับการที่เราอยากเจอคนที่พูดไทยได้ เวลาลำบากในต่างประเทศ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำงานอย่างที่ว่า
ผมเคยได้แต่เป็น "ล่ามจำเป็น" ตอนที่เดินทางไปต่างประเทศ เพื่อช่วยประสานงานคณะนักดนตรีเยาวชนของไทย คราวเดียวกับที่ไปเป็นนักดนตรีทีมติที่บรูไนนั่นแหละ เหตุด้วยว่าเจ้าหน้าที่ของทางหน่วยงานราชการที่ไปด้วยท่านเล่นจะติดต่อเป็นภาษาไทย ซึ่งเป็นภาษาราชการเท่านั้น แต่งานนี้อาเซียนภาษาอังกฤษเค้ามาก่อนครับ ผมจึงต้องทำหน้าที่เป็นล่ามด้วย ดีว่าแกไม่ต้อติดต่ออะไรมาก ไปคุมๆ น้องๆ เท่านั้น
อีกครั้งหนึ่งที่ประทับใจกับการเป็น "ล่ามจำเป็น" คือการสอบถามอาการลูกทัวร์ (เอาไว้เล่าตอน "ผมอยากเป็นไกด์ ในโอกาสต่อไป) ที่หายใจไม่ทัน จากการที่ตกใจกลัวสุดขีดเพราะไปนั่งรถไฟเหาะ ตอนนั้นเจ้าหน้าที่ประจำเครื่องเล่นให้แกทานน้ำก็แล้ว นั่งเอนหลังก็แล้ว แต่แกอาการยังไม่ไดีขึ้น ปรับสภาพร่างกายไม่ได้ ร้อนถึงทางสวนสนุกต้องรีบตามเจ้าหน้าที่พยาบาลมาดูแล เจ้าหน้าที่เป็นผู้ชาย 2-3 คน ตัวใหญ่ปานยักษ์ หิ้วกระเป๋าเครื่องมือใบโตมาที่จุดเกิดเหตุ สอบถามอาการ ขณะที่ผมก็คอยถามอาการลูกทัวร์ท่านนั้นและแปลกลับไปมา
ปกติผมเป็นคนที่ฟังภาษาอังกฤษค่อนข้างแย่ คือถ้าพูดเร็วไป เสียงไม่ชัด ผมจะเกิดอาการหูปิด ฟังไม่ออกทันที แต่วันนั้นด้วย "อดรีนาลีน" หรืออย่งไรไม่ทราบ ไม่ว่าเจ้าหน้าที่คนนั้นพูดเร็วแค่ไหน ถามอาการเป็นภาษาอังกฤษอย่างไร ผมตอบได้ แปลได้ ราวกับเป็นล่ามมืออาชีพ......ครั้งเดียวจริงๆ
ผมไม่ได้เป็นล่าม.....แต่ผมก็ยังอยากเป็น....พับผ่าสิ
วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2555
ผมอยากเป็น....นักการทูต
ผู้อ่านคงเริ่มเลี่ยนๆ สำหรับชีวิตและความฝันความอยากของผมที่จะเป็นโน่นเป็นนี่ และยังคงวนเวียนเรื่องของชีวิตการเป็นนักดนตรีมาหลายตอน ในตอนนี้ผมขอมาขยายความอยากเพิ่มอีกหนึ่งอย่าง แต่ขอบอกตั้งแต่เริ่มต้นว่า นี่คือความอยากเป็นที่สุดท้ายแล้วผม......ไม่ได้ "เป็น" นั่นคือผมอยากเป็นนักการทูต
ผมว่าความอยากเป็นนักการทูต เป็นสิ่งที่ไม่ใช่เพียงแค่ตัวผม แต่หมายรวมถึงบุคคลสำคัญในครอบครัวผม ที่มุ่งมั่น และสนับสนุนให้ผมเดินทางในอาชีพสายงานนี้ คงเริ่มมากจากการที่ผมแสดงผลการเรียนในส่วนของวิชาหลักและสำคัญอย่างคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ที่เลวร้ายมาก ขณะที่แววในเรื่องของสังคมศึกษา และด้านภาษา (ยกเว้นหลักภาษาไทย) ดูจะโดดเด่นกว่า ทำให้ไม่มีใครคิดว่าผมจะหันเหความสนใจไปเรียนสายวิทยาศาสตร์อย่างแน่นอน
ใช่แล้ว ในที่สุด เมื่อผมขึ้นเรียนชั้น ม.4 ได้แบบเส้นยาแดงผ่าแปด และใช้เลเซอร์ซอยออกไปได้อรกประมาณหลายเส้นพองาม ผมเลือกสายศิลป์-ฝรั่งเศส ด้วยเหตุผลหลักๆ คือ 1. เป็นสายที่ไม่มีวิชาคณิตศาสตร์แม้แต่หน่วยกิตเดียวตลอด 3 ปี 2. ผมน่าจะทำได้ดีกับวิชาภาษาต่างประเทศ และ 3. นักการทูตควรจะมีความรู้ภาษาต่างประเทศที่นอกเหนือจากภาษาอังกฤษ
ไม่น่าเชื่อว่า เมื่อผลการสอบในเทอมแรกออกมา ผมได้เกรดประมาณ 2.6 กว่าๆ หรือ 2.94 อย่างไรไม่แน่ชัด แต่ถือเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมได้เกรดเฉลี่ยสูงกว่า 2.5 และวิชาที่ทำให้ผม ได้คะแนนดีก็คือภาษาฝรั่งเศส และภาษาอังกฤษ
ในเทอมที่สองช่วงปีใหม่ ผมลงเรียนพิเศษภาษาฝรั่งเศส ที่ Alliance Francaise หรือสมาคมฝรั่งเศสตรงถนนสาทรใต้ ซึ่งเป็ที่ๆ ต้องบอกว่าสามารถพฒนาทักษะภาษาฝรั่งเศสให้กับผมเป็นอย่างมาก จนเรียกได้ว่า ช่วงที่ผมจบ ม.6 ซึ่งตอนนั้นก็ยังคงไปเรียนพิเศษอยู่ ผมสามารถกล้าพูดภาษาฝรั่งเศสกับคุณครูฝรั่งได้อย่างมั่นใจ (เท่าที่มีความรู้) ที่สำคัญตอนจบ ม.6 ผมดันสอบได้เป็นที่หนึ่งของห้องอีก ด้วยว่าคนที่เรียนเก่งกว่าผมออกไปสอบเทียบหมดแล้ว บางคนสอบเข้ามหาวิทยาลัยเป็นรุ่นพี่กันปีนึงด้วยซ้ำ
ผมตั้งใจสอบเอ็นทรานซ์จนสามารถเข้ามาเรียนคณะรัฐศาสตร์ ที่ธรรมศาสตร์ได้ และผมก็เลือกเอกการระหว่างประเทศ อย่างที่ต้องการและที่บ้านต้องการ ระหว่างที่เรียน ก็ถือว่าตั้งใจพอควร และจบมาด้วยคะแนนประมาณ 2.96
จากนั้น ก็รีบทำตามฝันของตัวเอง เมื่อเรียนจบก็สมัครสอบคัดเลือกเป็นข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ ทุกคนไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน อาจารย์ที่สอนฝรั่งเศสที่ธรรมศาสตร์ล้วนให้กำลังใจ และแสดงความมั่นใจว่า ผมจะต้องสามารถฝ่าฟันเข้าไปได้แน่ ที่สำคัญผมเองก็มั่นใจและไม่ได้ขอร้องให้พ่อช่วย แม้ว่าในช่วงเวลานั้นพ่อจะมีเพื่อนๆ ในกระทรวงที่อาจจะใช้ระบบอุปถัมภ์ช่วยเหลือผมได้ก็ตาม
อนิจจา ผมกลับทำข้อสอบไม่ได้ เพราะผมไม่ได้เตรียมตัวให้ถูกต้องนั่นเอง กล่าวคือผมเลือกภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาที่ผมใช้สอบ ผมกล้าบอกว่าในเรื่องของการแปล ผมสบายมาก โดยเฉพาะการแปลจากฝรั่งเศสกลับมาเป็นภาษาไทย แต่....ข้อสอบส่วนที่เป็นภาษานั้น เขาให้แปลจากภาษาไทยไปเป็นฝรั่งเศส ที่ผมทำได้ไม่ดี และไม่ได้เตรียมตัวมา
แน่นอน ผมไม่มีข้อแก้ตัว ผมผิดหวัง และไม่ได้ไปดูผลการสอบอย่างเป็นทางการด้วยซ้ำ เมื่อเพ่ือนที่ไปลองสอบพร้อมๆ กันบอกว่า ไม่มีชื่อพวกเราเลย
นี่คือความผิดหวัง.... และดูเหมือนมันจะชี้ชะตาว่าผม ไม่มีโอกาสทำตามความฝันได้
ความฝันที่จะเป็นนักการทูต เป็นตัวแทนประเทศ เป็นผู้เจรจา ฯลฯ หมดและจบลงในวันนั้น
ปีต่อมา ผมสอบเข้าเรียนต่อปริญญาโท สาขาเดิมที่ธรรมศาสตร์ได้ ขณะที่ตัวเองก็ทำงานที่กสิกรไทยได้ปีนึงพอดี ผมมีโอกาสรู้จักกับพี่ๆ เพื่อนๆ ที่เข้ามาเรียนด้วยกัน พวกเขามาจาก "กระทรวงการต่างประเทศ" ผมรู้สึกผมตัวเล็กลงๆ ไม่มีอะไรจะยืดว่าทำงานอะไร ไม่เหมือนพวกเขาที่สามารถตามความฝันของตัวเอง ได้งานอย่างที่เรียนมา ซึ่งถือเป็นสุดยอดของความฝันที่ต่อจากการเรียนในมหาวิทยาลัย
หลายคนคงสงสัย ว่าทำไมผมไม่ไปสอบอีกครั้งหนึ่ง
ผมพยายามหาคำตอบ และพบว่า ผมใจฝ่อเกินไปที่จะกลับไปสอบอีก ผม....กลัวผิดหวัง ขณะเดียวกัน ผมก็คิดของผมเองว่า ผมไม่ชอบเพื่อนๆ พี่ๆ ที่มาเรียนด้วยกัน ด้วยว่าผมรู้สึก "ไปเอง" ว่าพวกเขาเหล่านั้นช่างทำตัวสูงส่งใส่ผม ผมคิดเอาเองว่า พวกเขาเยาะเย้ยผม ให้ผมไปทำงานกับคนเหล่านี้ เจอกับคนเหล่านี้ ผมไม่เอาหรอก ผมคิดของผมเอง
ผมไม่รอที่จะพิสูจน์ตัวเองอีก ผมยอมจำนนเพราะตัวผมเอง ทั้งๆ ที่ผมมีิสทธิ์ที่จะฝืนแล้วลองอีกให้มันย้ำไปเลย .....ผมไม่รอ.... ผมหาอย่างอื่นทำ ผมไปเรียนปริญญาโทของผมก็ได้วะ ผมไปเล่นดนตรีของผมก็ได้วะ ผมทำงานของผมที่กสิกรไทยอย่างนี้ก็ได้วะ
ทั้งๆ ที่.......ผมก็ยังอยากเป็นนักการทูต......ใจ....จะ....ขาด
ผมว่าความอยากเป็นนักการทูต เป็นสิ่งที่ไม่ใช่เพียงแค่ตัวผม แต่หมายรวมถึงบุคคลสำคัญในครอบครัวผม ที่มุ่งมั่น และสนับสนุนให้ผมเดินทางในอาชีพสายงานนี้ คงเริ่มมากจากการที่ผมแสดงผลการเรียนในส่วนของวิชาหลักและสำคัญอย่างคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ที่เลวร้ายมาก ขณะที่แววในเรื่องของสังคมศึกษา และด้านภาษา (ยกเว้นหลักภาษาไทย) ดูจะโดดเด่นกว่า ทำให้ไม่มีใครคิดว่าผมจะหันเหความสนใจไปเรียนสายวิทยาศาสตร์อย่างแน่นอน
ใช่แล้ว ในที่สุด เมื่อผมขึ้นเรียนชั้น ม.4 ได้แบบเส้นยาแดงผ่าแปด และใช้เลเซอร์ซอยออกไปได้อรกประมาณหลายเส้นพองาม ผมเลือกสายศิลป์-ฝรั่งเศส ด้วยเหตุผลหลักๆ คือ 1. เป็นสายที่ไม่มีวิชาคณิตศาสตร์แม้แต่หน่วยกิตเดียวตลอด 3 ปี 2. ผมน่าจะทำได้ดีกับวิชาภาษาต่างประเทศ และ 3. นักการทูตควรจะมีความรู้ภาษาต่างประเทศที่นอกเหนือจากภาษาอังกฤษ
ไม่น่าเชื่อว่า เมื่อผลการสอบในเทอมแรกออกมา ผมได้เกรดประมาณ 2.6 กว่าๆ หรือ 2.94 อย่างไรไม่แน่ชัด แต่ถือเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมได้เกรดเฉลี่ยสูงกว่า 2.5 และวิชาที่ทำให้ผม ได้คะแนนดีก็คือภาษาฝรั่งเศส และภาษาอังกฤษ
ในเทอมที่สองช่วงปีใหม่ ผมลงเรียนพิเศษภาษาฝรั่งเศส ที่ Alliance Francaise หรือสมาคมฝรั่งเศสตรงถนนสาทรใต้ ซึ่งเป็ที่ๆ ต้องบอกว่าสามารถพฒนาทักษะภาษาฝรั่งเศสให้กับผมเป็นอย่างมาก จนเรียกได้ว่า ช่วงที่ผมจบ ม.6 ซึ่งตอนนั้นก็ยังคงไปเรียนพิเศษอยู่ ผมสามารถกล้าพูดภาษาฝรั่งเศสกับคุณครูฝรั่งได้อย่างมั่นใจ (เท่าที่มีความรู้) ที่สำคัญตอนจบ ม.6 ผมดันสอบได้เป็นที่หนึ่งของห้องอีก ด้วยว่าคนที่เรียนเก่งกว่าผมออกไปสอบเทียบหมดแล้ว บางคนสอบเข้ามหาวิทยาลัยเป็นรุ่นพี่กันปีนึงด้วยซ้ำ
ผมตั้งใจสอบเอ็นทรานซ์จนสามารถเข้ามาเรียนคณะรัฐศาสตร์ ที่ธรรมศาสตร์ได้ และผมก็เลือกเอกการระหว่างประเทศ อย่างที่ต้องการและที่บ้านต้องการ ระหว่างที่เรียน ก็ถือว่าตั้งใจพอควร และจบมาด้วยคะแนนประมาณ 2.96
จากนั้น ก็รีบทำตามฝันของตัวเอง เมื่อเรียนจบก็สมัครสอบคัดเลือกเป็นข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ ทุกคนไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน อาจารย์ที่สอนฝรั่งเศสที่ธรรมศาสตร์ล้วนให้กำลังใจ และแสดงความมั่นใจว่า ผมจะต้องสามารถฝ่าฟันเข้าไปได้แน่ ที่สำคัญผมเองก็มั่นใจและไม่ได้ขอร้องให้พ่อช่วย แม้ว่าในช่วงเวลานั้นพ่อจะมีเพื่อนๆ ในกระทรวงที่อาจจะใช้ระบบอุปถัมภ์ช่วยเหลือผมได้ก็ตาม
อนิจจา ผมกลับทำข้อสอบไม่ได้ เพราะผมไม่ได้เตรียมตัวให้ถูกต้องนั่นเอง กล่าวคือผมเลือกภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาที่ผมใช้สอบ ผมกล้าบอกว่าในเรื่องของการแปล ผมสบายมาก โดยเฉพาะการแปลจากฝรั่งเศสกลับมาเป็นภาษาไทย แต่....ข้อสอบส่วนที่เป็นภาษานั้น เขาให้แปลจากภาษาไทยไปเป็นฝรั่งเศส ที่ผมทำได้ไม่ดี และไม่ได้เตรียมตัวมา
แน่นอน ผมไม่มีข้อแก้ตัว ผมผิดหวัง และไม่ได้ไปดูผลการสอบอย่างเป็นทางการด้วยซ้ำ เมื่อเพ่ือนที่ไปลองสอบพร้อมๆ กันบอกว่า ไม่มีชื่อพวกเราเลย
นี่คือความผิดหวัง.... และดูเหมือนมันจะชี้ชะตาว่าผม ไม่มีโอกาสทำตามความฝันได้
ความฝันที่จะเป็นนักการทูต เป็นตัวแทนประเทศ เป็นผู้เจรจา ฯลฯ หมดและจบลงในวันนั้น
ปีต่อมา ผมสอบเข้าเรียนต่อปริญญาโท สาขาเดิมที่ธรรมศาสตร์ได้ ขณะที่ตัวเองก็ทำงานที่กสิกรไทยได้ปีนึงพอดี ผมมีโอกาสรู้จักกับพี่ๆ เพื่อนๆ ที่เข้ามาเรียนด้วยกัน พวกเขามาจาก "กระทรวงการต่างประเทศ" ผมรู้สึกผมตัวเล็กลงๆ ไม่มีอะไรจะยืดว่าทำงานอะไร ไม่เหมือนพวกเขาที่สามารถตามความฝันของตัวเอง ได้งานอย่างที่เรียนมา ซึ่งถือเป็นสุดยอดของความฝันที่ต่อจากการเรียนในมหาวิทยาลัย
หลายคนคงสงสัย ว่าทำไมผมไม่ไปสอบอีกครั้งหนึ่ง
ผมพยายามหาคำตอบ และพบว่า ผมใจฝ่อเกินไปที่จะกลับไปสอบอีก ผม....กลัวผิดหวัง ขณะเดียวกัน ผมก็คิดของผมเองว่า ผมไม่ชอบเพื่อนๆ พี่ๆ ที่มาเรียนด้วยกัน ด้วยว่าผมรู้สึก "ไปเอง" ว่าพวกเขาเหล่านั้นช่างทำตัวสูงส่งใส่ผม ผมคิดเอาเองว่า พวกเขาเยาะเย้ยผม ให้ผมไปทำงานกับคนเหล่านี้ เจอกับคนเหล่านี้ ผมไม่เอาหรอก ผมคิดของผมเอง
ผมไม่รอที่จะพิสูจน์ตัวเองอีก ผมยอมจำนนเพราะตัวผมเอง ทั้งๆ ที่ผมมีิสทธิ์ที่จะฝืนแล้วลองอีกให้มันย้ำไปเลย .....ผมไม่รอ.... ผมหาอย่างอื่นทำ ผมไปเรียนปริญญาโทของผมก็ได้วะ ผมไปเล่นดนตรีของผมก็ได้วะ ผมทำงานของผมที่กสิกรไทยอย่างนี้ก็ได้วะ
ทั้งๆ ที่.......ผมก็ยังอยากเป็นนักการทูต......ใจ....จะ....ขาด
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)